Home Red Glory

ฟิล โจนส์ จะเป็นกัปตันทีมปีศาจแดงในอีก 5 ปีข้างหน้า?
17 ธันวาคม 2556 เปิดอ่าน 3,640 ครั้ง | rss



อายุนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำ แต่สำหรับ ฟิล โจนส์ นั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจค้นพบว่าเขาคือข้อยกเว้นในกฏเกณฑ์ดังกล่าว

ตอนนี้เขาเพิ่งมีอายุแค่ 21 ปี และก็ลงเล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไปแล้ว 3 ฤดูกาล โจนส์มักจะแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวอันยอดเยี่ยมของเขาอยู่เสมอ อย่างเช่นในเกมเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาที่เอาชนะจ่าฝูงพรีเมียร์ ลีก อย่างอาร์เซนอล เกมนั้นเขาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ 45 นาที จากนั้นโจนส์ก็ต้องถูกถอยไปยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค เนื่องจาก เนมานย่า วิดิช ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเขาก็ทำได้เป็นอย่างดีทั้ง 2 บทบาท

ขณะที่ฟอร์มอันโดดเด่นของ เวย์น รูนี่ย์ ทำให้เขาได้รับตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไป แต่ผลงานของโจนส์ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการหยุดยั้งแนวรุกของทีมปืนใหญ่ มันจะต้องเป็นนักเตะที่มีความพิเศษเท่านั้นถึงจะสามารถทำได้ดีทั้ง 2 ตำแหน่งที่แตกต่างกันในเกมระดับท็อปแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้นเอง

ที่ผ่านมานั้น โจนส์ประสบความสำเร็จทั้งการยืนในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค มิดฟิลด์ตัวกลาง แบ็คขวา และตัวประกบฝั่งตรงข้าม ความสารพัดประโยชน์อย่างนี้ได้กลายเป็นจุดเด่นในอาชีพค้าแข้งของดาวรุ่งผู้นี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

"เขาไม่เคยเล่นในตำแหน่งแบ็คโฟร์ให้กับเรามาก่อนด้วยซ้ำ" ฟิล ฮินด์ลี่ย์ โค้ชของโจนส์ในวัย 9 ขวบที่สโมสรริบเบิ้ล วันเดอเรอร์ส ชุดยู-10 กล่าว "คุณสามารถส่งเขาลงเล่นได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง และในแดนหน้าเขาก็มีโอกาสขึ้นไปเล่นอยู่บ่อยๆ แถมยังเป็นหนึ่งในดาวซัลโวของเรามาตลอดด้วย หาได้ยากจริงๆ สำหรับเด็กที่มีเซ้นส์ทางด้านฟุตบอลขนาดนี้ในช่วงอายุเท่านั้น ไม่ใช่แค่หลากหลายตำแหน่งที่เขาลงเล่นเท่านั้น เขายังลงเตะกับเด็กๆ ที่มีอายุมากกว่าเขา 1 ปีอีกด้วย ฟิลดูจะก้าวหน้ากว่านักเตะรุ่นเดียวกันที่ผมเคยร่วมงานมาด้วยมาก"

จากนั้นเมื่อเขาได้เข้ามาอยู่ในอคาเดมี่ของแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส การสลับตำแหน่งของโจนส์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาต้องย้ายจากปีกขวามายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง จากนั้นก็ลองไปยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค ซึ่งนั่นเป็นตำแหน่งที่เขายึดมาโดยตลอดจนกระทั่งติดทีมชุดใหญ่ของ แซม อัลลาร์ไดซ์ เขาได้สัมผัสเกมลีก คัพ เป็นครั้งแรกด้วยอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น และโจนส์ก็ได้ติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-19 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

"เขามักจะทำผลงานได้ดีในแผงหลังให้กับแบล็คเบิร์น และนั่นก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้ลงประเดิมสนามในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปของเราร่วมกับ สตีเว่น คอลเกอร์" โนเอล เบลค ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษชุดยู-19 กล่าว "แต่ใน 2 เกมสุดท้ายของเรา เขาก็ถูกดันไปยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอล เขาทำผลงานได้โดดเด่นมาก เขามีความเข้าใจเกม และก็สามารถขึ้นเกมไปข้างหน้าได้ดี"

"เขาผลงานได้ดีจากตำแหน่งกองหลังตัวกลางด้วยเช่นกัน เขาคุมแนวรับได้อย่างแน่นหนาในเกมที่เจอกับไอร์แลนด์ ฟิลมีจังหวะที่เติมขึ้นหน้าจากแนวรับของเราไปยังกรอบเขตโทษฝั่งตรงข้าม และก็เรียกฟาวล์ได้ เรายิงประตูได้จากฟรีคิกในจังหวะนั้น และก็ชนะไป 1-0 เขาสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้จากตำแหน่งนั้นด้วย"

และก็เป็นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คนี้เองที่ทำให้โจนส์ได้แจ้งเกิดในระดับพรีเมียร์ ลีก กับแบล็คเบิร์น โดยเป็นเกมที่เจอกับทีมที่กำลังลุ้นแชมป์อย่างเชลซีในเดือนมีนาคม 2010 เกมนั้นเขาต้องเจอกับงานหนักเมื่อต้องประกบยอดกองหน้าอย่าง ดิดิเยร์ ดร็อกบา แต่โจนส์ก็ไม่ได้มีความเกรงกลัวแต่อย่างใด แม้ว่าดาวยิงชาวไอวอรี่โคสต์จะยิงประตูขึ้นนำได้ตั้งแต่ต้นเกมก็ตาม เขาคว้าตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไป หลังจากที่เกมจบลงด้วยสกอร์ 1-1 "ผมจำได้เลยว่าเขาต้องเข้าปะทะกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา อยู่ตลอด" แกรี่ โบว์เยอร์ ซึ่งตอนนี้เป็นกุนซือทีมกุหลาบไฟย้อนความหลัง "จากนั้นก็ต้องรับมือกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เขาเข้าปะทะได้ดี จนสามารถเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมในสนามได้"

จากเหตุการณ์ที่เป็นฮีโร่ในวันนั้น ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอถึงตัวเขา และโจนส์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพการเล่นของเขาอีกครั้งในเกมที่ทีมปีศาจแดงบุกมาเยือนอีวู้ด พาร์ค ในเดือนเดียวกันหลังจากนั้น เขาหยุดยั้งความร้อนแรงของ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ จนทำให้เกมจบลงด้วยการเสมอกันไปแบบไร้สกอร์ ซึ่งนั่นส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ลีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วย และก็เป็นอีกครั้งที่โจนส์คว้าตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครอง

ความมุ่งมั่น และพรสวรรค์ของเขาทำให้ทุกคนที่แบล็คเบิร์นนิยมชมชอบเขาเป็นอย่างมาก แต่หลังจากนั้นเขาก็ต้องย้ายออกจากถิ่นอีวู้ด พาร์ค ไปซบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2011 ภายในช่วง 10 สัปดาห์แรกในฤดูกาลแรกของเขาในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาก็ลงเล่นให้กับต้นสังกัดใหม่ไปแล้วถึง 3 ตำแหน่ง โดยทำผลงานได้อย่างเข้าตา ในเกมที่พบกับลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ เขาทำให้ ชาร์ลี อดัม หมดสิทธิ์แผลงฤทธิ์ ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เขารับบทบาทตัวประกบฝั่งตรงข้าม และเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เขาก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีอีกครั้งด้วยการประกบ แกเร็ธ เบล ของท็อตแน่ม รวมถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ของเรอัล มาดริด ซึ่งเป็น 2 นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก

โจนส์ยังได้แสดงให้เห็นถึงพละกำลัง และการอ่านเกมของเขาด้วย ในฐานะมิดฟิลด์ตัวกลางหรือแบ็คขวา เขาจะนำพลัง และความกล้าหาญมาปรับใช้ในการยกระดับเกม ส่วนในฐานะกองหลังตัวกลางซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาชื่นชอบมากที่สุด เขาจะคอยแย่งบอลจากพวกกองหน้าอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสไตล์การเล่นในแบบเดียวกับ ยาป สตัม แต่คำถามก็ยังคงเหมือนเดิมคือนี่เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของ ฟิล โจนส์ หรือเปล่า?

"ผู้คนยังคงคิดว่าเขาจำเป็นต้องหาตำแหน่งที่ตายตัวสักที" ฟิล เนวิลล์ โค้ชทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าว โดยสมัยก่อนนั้นเขาเองก็เคยเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ของทีมมาก่อนเหมือนกัน "ผมไม่ได้กังวลถึงเรื่องนั้นเลย เพราะว่าในที่สุดแล้ว เขาก็จะเจอตำแหน่งที่ลงตัวได้เอง"

"ผู้คนพากันลืมไปว่าเขาเพิ่งอายุแค่เท่าไหร่เอง หากว่าเขาเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค ช่วงพีคของตำแหน่งนี้ก็จะยังมาไม่ถึงจนกว่าจะอายุ 27, 28 หรือ 29 ปี ลองไปดูช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ในการยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็คดูก็ได้ ช่วงแรกๆ ในอาชีพค้าแข้งของเขา เขาก็เคยยืนมาแล้ว 3 ตำแหน่ง บางครั้งก็เป็นสวีปเปอร์, มิดฟิลด์ จนในที่สุดก็มายืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค นั่นก็น่าจะเป็นกรณีที่คล้ายๆ กันกับฟิล"

"ในบางเกมเขาก็จะทำได้ดีในตำแหน่งมิดฟิลด์ ส่วนเกมอื่นๆ ก็จะทำได้ดีในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค แต่สิ่งที่เขามีดีในตัวก็คือเขาสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในสนามเลย นั่นถือเป็นข้อดี และเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลว่าจะลงเล่นตำแหน่งไหนแบบตายตัว"

"ฟิลมีคุณสมบัติอย่างเป็นธรรมชาติในการลงเล่นตำแหน่งไหนก็ได้ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำก็คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พยายามให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด หากว่าจะเคลียร์บอล เขาก็ต้องเคลียร์ให้ขาด จากนั้นก็ไปยืนในตำแหน่งที่ถูกต้อง ในอีกไม่นานเขาก็ได้กลายเป็นผู้นำของทีมในแผงหลังเช่นเดียวกับ สตีฟ บรู๊ซ, ยาป สตัม หรือ ริโอ เฟอร์ดินานด์ นั่นเพราะว่าเขามีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำ เขามีความกระตือรือร้น และสามารถปลุกเร้าทีมได้ นั่นคือสิ่งที่เขาจะต้องพัฒนาต่อไป หากว่าเขายังคงเล่นได้ดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็จะสามารถเป็นผู้นำให้กับทีมได้ ถามว่าเขาจะกลายเป็นกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในอีกสัก 5 ปีข้างหน้าได้หรือไม่? นั่นแหละคือความท้าทายที่รอเขาอยู่ข้างหน้า"

SiR KeaNo
RED ARMY FANCLUB


บทความ
เช็คลิสต์ 5 เว็บไซต์ ที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินมากที่สุดก่อนไปเชียร์ฟุตบอลที่อังกฤษ
แนะนำนักเตะ... ไทเรลล์ วาร์เรน
แนะนำนักเตะ... โร-ชอน วิลเลี่ยมส์
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมชนะสโต๊ค ซิตี้ 3 - 0
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมแพ้เซาแธมป์ตัน 0 - 1
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมชนะลิเวอร์พูล 0 - 1
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมเสมอนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 3 - 3
10 เรื่องน่ารู้ของทีมปีศาจแดงในเอฟเอ คัพ รอบ 3
วิดิชกับเอฟร่าคือการซื้อตัวช่วงเดือนมกราคมที่สมบูรณ์แบบ
เส้นทางสู่การลงสนามครบ 400 เกมของ ไมเคิล คาร์ริค
อ่านทั้งหมด


โปรแกรมแข่งขัน
v
สนาม เดอะ ฮอว์ธอร์นส, อังกฤษ
รายการ พรีเมียร์ ลีก
วันที่ 17 ธันวาคม 2560 เวลา 21.15 น.
Live beIN SPORTS 1
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 17 49
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 17 38
เชลซี 17 35
ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 17 31
ลิเวอร์พูล 17 31
เบิร์นลี่ย์ 17 31
อาร์เซนอล 17 30
เลสเตอร์ ซิตี้ 17 26
วัตฟอร์ด 17 22

Home © RED ARMY FANCLUB
Official Manchester United Supporters Club of Thailand
#ThaiMUSC