Home Red Glory


การต่อสู้ในชีวิตค้าแข้งกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ของ แอชลี่ย์ ยัง
24 มิถุนายน 2558 เปิดอ่าน 1,544 ครั้ง | rss



เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ที่ แอชลี่ย์ ยัง ย้ายเข้ามาเป็นนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นักเขียนจาก ManUtd.com อย่าง มาร์ค ฟร็อกกัตต์ จะมาสดุดีถึงดาวเตะวัย 29 ปีรายนี้ รวมถึงไฮไลท์และจุดเปลี่ยนสำคัญๆ ตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา...

แอชลี่ย์ ยัง ย้ายเข้ามาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2011 ซึ่งเวลาก็ผ่านไป 4 ปีแล้ว โดยมิดฟิลด์รายนี้ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยสปิริตมาตลอด

แต่เมื่อย้อนไปในช่วงท้ายฤดูกาลปีก่อนคือช่วงปิดซีซั่น 2013/14 มันมีข่าวลือออกมามากมายว่าเขาเตรียมถูกขายทิ้ง หลังจากที่ทีมปีศาจแดงจบได้แค่อันดับที่ 7 ของบาร์เคลย์ส พรีเมียร์ ลีก แถมยังเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังสำหรับยังด้วย เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงภายใต้การคุมทีมของ เดวิด มอยส์ ไปแค่ 17 เกมเท่านั้นเอง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่สื่อมวลชนจะโจมตีเขาอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ก็ได้มอบโอกาสให้นักเตะทุกๆ คนสร้างความประทับใจขึ้นมาให้ได้ระหว่างช่วงทัวร์พรีซีซั่นที่อเมริกา และกุนซือชาวดัตช์ก็รู้สึกชื่นชอบความมุ่งมั่นของยังที่พยายามปรับตัวเข้ากับปรัชญาการคุมทีมของเขา นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้แอชลี่ย์กลายมาเป็นนักเตะตัวหลักในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดสำหรับฤดูกาล 2014/15 เขาได้ลงเป็นตัวจริง 24 เกม ทำประตูได้ 2 ลูก และทำแอสซิสต์ไป 5 ครั้ง นอกจากนี้ก็ยังทำหน้าที่ในสนามได้หลากหลายตำแหน่ง ถือเป็นนักเตะ 'สารพัดประโยชน์' ตามอุดมคติของฟาน กัลเป็นอย่างดี และนั่นก็ทำให้เขาได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่ ถือว่าสมควรเป็นอย่างยิ่งแล้วที่เขาจะได้รับอะไรเช่นนั้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยังต้องต่อสู้เพื่อแย่งตำแหน่งในระดับสโมสร ในช่วงซัมเมอร์ของปี 2001 แอชลี่ย์ก็เคยถูกอคาเดมี่ของวัตฟอร์ดปฏิเสธมาก่อน เขาถูกบอกให้ออกไปหาต้นสังกัดใหม่ นั่นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสาหัสสำหรับเด็กอายุ 16 ปีที่กำลังตั้งต้นชีวิตของตัวเองในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ มันอาจทำลายความฝันของเขาไปเลยก็ได้

หลังจากที่ทำใจกับเรื่องนี้อยู่สักพัก ยังก็กลับไปอยู่กับครอบครัวที่สตีฟเนจ และครุ่นคิดอย่างหนักเกี่ยวกับทางเลือกในอนาคตของตัวเอง เขาคิดว่าจะไปหาสโมสรใหม่ โดยระหว่างนั้นก็เล่นฟุตบอลแบบพาร์ทไทม์ไปก่อนที่วิคาเรจ โร้ด หรือว่าหาอาชีพอื่นทำไปเลยดี ซึ่งนักเตะทีมชาติอังกฤษรายนี้ก็ได้อธิบายว่าหัวใจของเขาบอกให้เลือกทางเดินเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น

"เมื่อคุณยังอยู่ในระดับเยาวชน และวันแบบนี้มาถึง คุณก็ได้รู้ตัวเลยว่าคุณจะได้ไปต่อหรือว่าจะต้องเลือกทางเดินใหม่แล้ว มันเกิดขึ้นได้กับช่วงอายุเท่านี้" แอชลี่ย์กล่าว "การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้เลย ผมอยู่กับวัตฟอร์ดมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และผมก็จำได้ดีถึงวันที่ถูกเรียกพบในครั้งนั้น พวกเขาบอกผมว่าจะไม่ได้รับข้อเสนอสำหรับการเป็นนักเตะฝึกหัดแบบเต็มเวลา หัวใจผมสลาย และผมก็รู้สึกราวกับว่ามันเป็นวันสิ้นโลกเลยทีเดียว"

"แต่พวกเขาก็บอกว่าผมยังสามารถไปต่อได้อยู่แบบพาร์ทไทม์ มาซ้อมสัปดาห์ละ 2 ครั้งกับพวกนักเตะฟูลไทม์ ถึงตรงนี้ผมก็ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่กับวัตฟอร์ดต่อไป หรือว่าจะไปหาสโมสรใหม่ดี วันนั้นผมกลับบ้าน และก็แทบไม่ได้ลุกจากเก้าอี้เลยตลอดทั้งวัน ผมครุ่นคิดอย่างหนัก พ่อกับแม่ผมพยายามให้กำลังใจผม แต่ผมก็อยู่ในอารมณ์สิ้นหวังสุดๆ มันต้องใช้เวลาหลายวันเลยกว่าที่ผมจะตัดสินใจได้ และผมก็ต้องการอยู่ต่อ นี่คือสโมสรเดียวที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี ที่จริงมันก็มีสโมสรอื่นต้องการตัวผมอยู่บ้าง แต่ผมรู้สึกว่าผมต้องอยู่กับวัตฟอร์ดต่อไป และพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าผมเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นกว่าที่พวกเขาเคยเห็นแล้ว ผมจะพยายามพาตัวเองขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ให้ได้"

การถูกปฏิเสธในครั้งนั้นทำให้ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเอง เขาถูกส่งไปฝึกซ้อมกับทีมเดอะ ฮอร์เน็ตส์ รุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงอายุที่สูงกว่าเขาในตอนนั้นอยู่ 2 ปี นั่นเป็นบททดสอบชั้นเยี่ยม แต่ผลลัพธ์ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะว่าเขาสามารถเบียดขึ้นไปเป็นผู้เล่นตัวจริงได้ภายในระยะเวลาปีเดียว จากนั้นเขาก็ถูกดันขึ้นไปสู่ทีมชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ถึงตรงนี้ทุกอย่างก็ไปได้สวยแล้ว ในที่สุดวัตฟอร์ดก็ยื่นสัญญานักเตะอาชีพให้เขาเซ็น

หลังจากนั้น ยังก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับแอสตัน วิลล่า เขาได้วาดลวดลายในเวทีพรีเมียร์ ลีกอยู่ 4 ฤดูกาลที่วิลล่า พาร์ค ก่อนที่ปีกชาวอังกฤษรายนี้จะบรรจงสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญาเป็นผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2011 ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการตัดสินใจที่จะอยู่พิสูจน์ตัวเองต่อไปที่วัตฟอร์ดในครั้งนั้น

ไฮไลท์จากฤดูกาลเปิดตัวที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดของเขานั้นคงหนีไม่พ้นเกมที่ยูไนเต็ดถล่มอาร์เซนอล 8-2 รวมถึงเกมที่เขายิง 2 ลูกพาทีมบุกเอาชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 3-1 น่าเสียดายที่ฤดูกาลนั้นเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่มาพลิกสถานการณ์คว้าแชมป์ลีกไปครองได้แทนในช่วงไม่กี่วินาทีสุดท้ายของฤดูกาล แต่ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในที่สุดยังก็ได้แชมป์ลีกเป็นครั้งแรก เมื่อทีมปีศาจแดงคว้าถ้วยพรีเมียร์ ลีกจากอริร่วมเมืองมาครองได้ในฤดูกาล 2012/13 ก่อนที่ผู้จัดการทีมระดับตำนานจะประกาศวางมือ ถึงตรงนี้ก็เป็นคราวที่แอชลี่ย์จะได้แซวผู้แนะแนวอาชีพค้าแข้งของเขาในอดีตแล้ว

"ผมเจอเธอ และก็เข้าไปถามว่าเธอจำการประชุมครั้งนั้นของเราได้ไหม" เขารำลึก "เธอจำไม่ได้ เราต่างก็หัวเราะ แล้วผมก็พูดว่า 'ผมพนันได้เลยว่าคุณจำไม่ได้หรอก!' มันมีเป้าหมายเสมอเพื่อที่จะก้าวขึ้นมาให้ได้ มันเต็มไปด้วยแรงผลักดัน ผมมักจะถูกถามว่าผมจะไปทำอะไรหากไม่ได้เป็นนักฟุตบอล และผมก็ตอบไม่ได้หรอก เพราะผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่ผมจะต้องทำให้ได้"

ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าทำให้ยังกลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญของยูไนเต็ด และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ฟาน กัลน่าจะการันตีว่าได้ไปต่อแน่ๆ ในฤดูกาล 2015/16 ซึ่งก็จะเป็นอีกปีที่นักเตะหมายเลข 18 ของทีมปีศาจแดงจะได้สร้างผลงานของตัวเองต่อไป หลังจากที่ค้าแข้งมาแล้วที่นี่แล้วครบ 4 ปีพอดิบพอดี

SiR KeaNo
RED ARMY FANCLUB


บทความ
เช็คลิสต์ 5 เว็บไซต์ ที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินมากที่สุดก่อนไปเชียร์ฟุตบอลที่อังกฤษ
แนะนำนักเตะ... ไทเรลล์ วาร์เรน
แนะนำนักเตะ... โร-ชอน วิลเลี่ยมส์
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมชนะสโต๊ค ซิตี้ 3 - 0
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมแพ้เซาแธมป์ตัน 0 - 1
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมชนะลิเวอร์พูล 0 - 1
5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเกมเสมอนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 3 - 3
10 เรื่องน่ารู้ของทีมปีศาจแดงในเอฟเอ คัพ รอบ 3
วิดิชกับเอฟร่าคือการซื้อตัวช่วงเดือนมกราคมที่สมบูรณ์แบบ
เส้นทางสู่การลงสนามครบ 400 เกมของ ไมเคิล คาร์ริค
อ่านทั้งหมด


โปรแกรมแข่งขัน
v
สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด, อังกฤษ
รายการ พรีเมียร์ ลีก
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 00.30 น.
Live beIN SPORTS 1
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 11 31
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 11 23
ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 11 23
เชลซี 11 22
ลิเวอร์พูล 11 19
อาร์เซนอล 11 19
เบิร์นลี่ย์ 11 19
ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 11 15
วัตฟอร์ด 11 15

Home © RED ARMY FANCLUB
Official Manchester United Supporters Club of Thailand
#ThaiMUSC