 
เมื่อการรถไฟบริติชเริ่มทำลายรถจักรไอน้ำล้าสมัยแบบเก่า เพื่อจะหันไปใช้รถจักรดีเซลแทนให้หมด ในสมัยทศวรรษที่ 50 นั้น พวกเขาได้เอาป้ายชื่อโลหะของสโมสรฟุตบอลลีกที่ค้นพบในตู้ชั้นฟุตบอลที่โด่งดังออกไปขัดให้สวยงาม แล้วส่งมอบคืนให้กับสโมสรเจ้าของชื่อบนป้ายเหล่านั้น นั่นเป็นการกระทำที่ช่างคิดและสร้างสรรค์ เหมือนกับเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่แม่มอบให้กับลูก เพราะว่าหากปราศจากรถไฟแล้ว ก็อาจจะไม่มีฟุตบอลลีกขึ้นมาในการแข่งขันระดับภายในประเทศ และคงจะมีไม่กี่สโมสรเท่านั้นที่เป็นที่รู้จักกันดีในทุกวันนี้
รถไฟให้กำเนิดฟุตบอล เพราะการรถไฟต้องจ้างคนงานชายเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ชายเหล่านั้นได้มาอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมนอกเวลางานด้วยกัน รถไฟทำให้ผู้คนไปไหนมาไหนก็ได้สะดวกขึ้น และแฟนบอลก็สามารถเดินทางตามไปเชียร์ทีมของตนแข่งในต่างเมืองได้ด้วยไม่ว่าจะระยะทางไกลแค่ไหน
สโมสรฟุตบอลถือกำเนิดขึ้นมาในดินแดนภาคกลางของอังกฤษเมื่อราวๆ ทศวรรษที่ 60 โดยมีชาวเมืองน็อตติ้งแฮม, เชฟฟิลด์ และสโต๊ค เป็นผู้นำ ทั้งสามเมืองต่างก็เป็นศูนย์กลางเส้นทางรถไฟ
ความศรัทธาอย่างแรงกล้าในเกมฟุตบอลเริ่มแพร่ไปสู่แมนเชสเตอร์ เมืองที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะเป็นศูนย์กลางการทอฝ้าย และเป็นแหล่งกำจัดคนนอกรีต ในย่านสถานีรถไฟทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟสายแลงคาเชียร์และยอร์คเชียร์นั้น ก็ได้มีสโมสรฟุตบอลตั้งขึ้นมาสโมสรหนึ่งชื่อสโมสรฟุตบอลการรถไฟแอลและ วาย (The L and Y Railway Football Club) แต่ไม่มีใครทราบวันเดือนปีที่แน่นอนในการก่อตั้งสโมสรขึ้นมา เพราะว่าสโมสรไม่ได้มีชื่อปรากฏในประวัติศาสตร์จนกระทั้งปี 1878 เมื่อสโมสรเริ่มตั้งหลักปักรากได้แล้วจึงได้มีการเติมชื่อนิวตันฮีท ซึ่งเป็นชื่อสถานีรถไฟสำคัญของการรถไฟในแมนเชสเตอร์ เข้าไปเป็นชื่อสโมสรฟุตบอลแอล และวาย นั้นด้วย
ในชื่อนิวตันฮีท สโมสรได้พยายามที่จะเข้าร่วมฟุตบอลลีก (ที่เพิ่งจะเริ่มการแข่งขันเมื่อปี 1888-89) ในตอนปลายฤดูกาลแรกของฟุตบอลลีก แต่ได้รับคะแนนเสียงเพียงเสียงเดียว... สองปีต่อมาเมื่อพวกเขาพยายามใหม่อีกครั้ง แต่ไม่มีสโมสรใดในฟุตบอลลีกออกเสียงให้เลยแม้แต่คะแนนเดียว แต่โอกาสก็มาถึงในปี 1892 เมื่อฟุตบอลลีกเพิ่มดิวิชั่น 1 และเพิ่มจำนวนทีมมากขึ้นอีก 3 ทีม นิวตันฮีทได้เข้าสู่ฟุตบอลลีกในดิวิชั่น 1 เลยทันทีพร้อมกับสโมสรหน้าใหม่ในดิวิชั่น 1 อีกสองทีมคือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งตอนนั้นอยู่ในชื่อสโมสรอาร์ดวิค ก็ได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกด้วยเหมือนกัน ในดิวิชั่น 2 ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในปีนั้นเอง
นิวตันฮีท ได้รับชื่อเสียงโด่งดังเหมือนกันในระดับท้องถิ่น แม้ว่าจะเริ่มต้นได้แย่มากในฟุตบอลลีก มีคนดังหลายคนเคยเป็นรองประธานสโมสรในช่วงนั้น เช่นอาร์เธอร์ เจมส์ บัลฟอร์ (ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระหว่างปี 1902-1906) และซี.พี. สก็อตต์ บรรณาธิการวารสารชื่อดังแมนเชสเตอร์ การ์เดียน
นักเตะเด่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นดาราของสโมสรในยุคนั้นส่วนมากเป็นชาวเวลส์มาทำงานรถไฟในแมนเชสเตอร์ ครั้งหนึ่งนิวตันฮีทได้เคยสนับสนุนส่งนักเตะ 5 คนไปช่วยทีมชาติเวลส์ และเอาชนะสก็อตแลนด์ด้วย ที่เด่นๆ ก็มีสองพี่น้องโคตี้ เซ็นสัญญามาจากสโมสรดรูอิดแห่งรัวบอน แจ็คเล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า ส่วนโรเจอร์เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งซ้าย ในการแข่งขันที่โด่งดังนัดหนึ่งที่เวลส์ชนะไอร์แลนด์ 11-1 แจ็คทำประตูให้เวลส์ถึง 4 ลูก และโรเจอร์เหมาคนเดียวอีก 3 ลูก
ในชุดสีเขียวและทอง นิวตันฮีท ประเดิมในฟุตบอลลีกได้แย่มาก ซ้ำยังมีแต่เรื่องเลวร้าย นัดแรกของพวกเขาในดิวิชั่น 1 จัดขึ้นที่อีวู้ด ปาร์ค สนามของแบล็คเบิร์น และชาวรถไฟก็ได้รับความพ่ายแพ้มา 3-4 และอีก 5 นัดต่อมาพวกเขาเก็บคะแนนได้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น
การฝึกซ้อมเพิ่มเติมเป็นพิเศษถูกสั่งให้ปฏิบัติทันที นักเตะต้องเริ่มต้นด้วยการวิ่งวิบาก และยังมีการแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยท่าบริหารที่ไม่ปกติ ก็คือการขว้างค้อน(เป็นกีฬาประเภทหนึ่งของกรีฑา) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่พิสูจน์แล้วว่ามีอันตรายร้ายแรง บิลลี่ สจ๊วร์ต นักเตะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เป็นนักเตะที่ได้รับการพรรณาถึงในเรื่องความแข็งแรง ได้โยนค้อนของเขาเองออกไปอย่างไม่ระมัดระวังและไปโดนเอาโดนัลด์สัน ศูนย์หน้าเข้าถึงกับสลบเหมือดไปเลยทีเดียว
ชัยชนะในฟุตบอลลีกของสโมสรได้มาอย่างน่างง นิวตันฮีทซึ่งเป็นสโมสรหน้าใหม่ในดิวิชั่น 1 สามารถเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส ได้ถึง 11-1 เป็ยชัยชนะที่ยังคงเป็นสถิติของสโมสรมาจนถึงวันนี้ แต่ความดีใจของพวกเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 16 โดยมีคะแนนห่างจากแอคคริงตัน ซึ่งได้อันดับรองบ๊วยถึง 5 คะแนน และถูกลงโทษด้วยการถูกส่งไปฟาดแข้งทดสอบที่เรียกว่าเทสต์แมตช์ ซึ่งตอนนั้นเทสต์แมตช์เป็นระบบที่ตัดสินการเลื่อนชั้นหรือถูกลดชั้น
ทีมที่จะต้องพบกับนิวตันฮีท ก็คือสมอลฮีท (เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นแชมป์ดิวิชั่น 2 นัดแรกพวกเขาเสมอกัน 1-1 จึงต้องแข่งใหม่และชาวรถไฟแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ก็หนีการตกชั้นได้สำเร็จเมื่อสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ 5-2 ในขณะเพื่อนร่วมดิวิชั่น แอคคริงตัน และน็อตต์ เคาน์ตี้ ต้องตกชั้นไป โดยมีดาร์เวน และเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นดิวิชั่น 1 แทน
สโมสรฟุตบอลสมัยนั้นมีงบค่อนข้างน้อย หลายสโมสรดำรงอยู่ได้แบบวันต่อวัน หาเช้ากินค่ำ ฟุตบอลลีกเพิ่งเริ่มก่อตั้งได้ไม่นานทีมแอคคริงตัน ก็ลาออกในปี 1893-94 บูเทิลส์ไม่ได้รับเลือก และดิวิชั่น 2 ขยายรับทีมเพิ่มเป็น 15 ทีม มีทีมชื่อใหม่ๆ แปลกๆ เริ่มเข้ามาสู่ฟุตบอลลีกอย่างเช่น รอยัล อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล, มิดเดิ้ลสโบรซ์ ไอร์โอโนโปลิส (ไม่ใช่มิดเดิลสโบรซ์ในปัจจุบัน) และร็อตเตอร์แฮม ทาวน์
ฤดูกาลแข่งขันที่สองในฟุตบอลลีกของนิวตันฮีท สัมพันธภาพระหว่างสโมสรกับเจ้าของที่ดินนอร์ทโร้ด ซึ่งใช้เป็นสนามแข่งมอนซอล เริ่มถึงขั้นแตกหัก และสิถิติการแข่งขันของทีมก็ตกต่ำลงไปอีก ในจำนวน 30 นัดของฤดูกาล 1893-94 พวกเขาแพ้ถึง 22 นัด และยังปราชัยนัดทดสอบต่อทีมที่เพิ่งเข้ามาใหม่อย่างลิเวอร์พูล 2-0 และต้องตกไปอยู่ดิวิชั่น 2
นอกจากจะตกชั้นแล้วนิวตันฮีท ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาท ซึ่งสโมสรเป็นผู้เสียหายเสียเอง "ผมสังเกตเห็นว่าสัปดาห์หน้านิวตันฮีทต้องเจอกับเบิร์นลี่ย์ และหากทั้งสองทีมต่างก็เล่นในสไตล์ปกติธรรมดาของตัวเอง อาจจะทำให้การดำเนินธุรกิจของสัปเหร่อเฟื่องขึ้น" หนังสือพิมพ์เบอร์มิงแฮม เดลี่ กาเซทเขียนในเดือนตุลาคม 1893 นิวตันฮีทฟ้องหมิ่นประมาทและผู้พิพากษาตัดสินให้โจทย์เป็นฝ่ายชนะคดี แต่ค่าเสียหายที่ได้รับการชดใช้นั้นน้อยมากแทบไม่น่าเชื่อ ประมาณ 200 ปอนด์เท่านั้นเอง
เห็นได้ชัดว่าทีมต้องการเปลี่ยนแนวความคิดบางอย่างและจัดระเบียบเสียใหม่ มอนซอลสนามที่ไม่เคยใช้ได้ไม่ดีเลย สนามหญ้าบางส่วนเป็นโคลนเฉอะแฉะ บางส่วนก็แข็งยังกับหินในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมเรื่อยไปจนถึงสิ้นฤดูกาลในเดือนพฤษภาคม แล้วยังมักปกคลุมไปด้วยหมอกควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ห้องแต่งตัวนั้นก็อยู่ที่โรงแรมทรี คราวน์ส อินน์ ซึ่งอยู่ห่างจากสนามไปทางถนนโอลด์แฮมถึง 500 หลา
ดังนั้นก่อนจบฤดูกาลแข่งขันในปี 1894 นิวตันฮีท ก็ได้ย้ายสนามไปเล่นที่แบงค์สตรีท, เคลย์ตัน ซึ่งนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งบรรยายว่า "เป็นสถานที่ที่ทะมึนไม่สดชื่นและเหม็นหึ่ง" เพราะอยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมเคมี แต่ถึงกระนั้นสโมสรก็ยังสามารถตั้งสำนักงานใหญ่ได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะย้ายมาไกลจากถนนโอลด์แฮมมากกว่า 1 ไมล์ แต่ระยะทางที่ไกลกว่าเดิมก็ทำให้แฟนบอลลดลงอย่างน่าใจหาย เนื่องจากแฟนบอลส่วนมากต้องการเดินไปชมเกมการแข่งขันประกอบกับสถิติอันย่ำแย่ของสโมสร มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สโมสรถูกตัดไม่ให้ใช้แก๊ส และการเลือกนักเตะลงสนามต้องทำกันกลางแสงเทียน
หัวหน้ากลุมแฟนบอลผู้สนับสนุนสโมสรเดอะฮีท ชื่อยอร์จ ลอว์ตัน เป็นสมุห์บัญชีของบริษัทเบียร์วอล์คเกอร์ และฮัมฟรี่ส์ ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร ยอร์จจะขี่จักรยานไปดูนิวตันฮีท แข่งเสมอ หากเขามีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ เขาก็อาจอ้างได้ว่าเขาคือคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกผู้ริเริ่มก่อตั้งเรด อาร์มี่ กลุ่มแฟนบอลผู้ภักดีและทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสนับสนุนสโมสรในยุคนั้น ยอร์จและกัปตันทีมคนแรกของสโมสรแฮร์รี่ สแตฟฟอร์ด จากครูว์ ต่างก็เป็นห่วงอนาคตของสโมสรอย่างมาก
บ่ายวันเสาร์วันหนึ่งยอร์จ กำลังปั่นจักรยานอย่างรีบร้อนมาตามถนนโอลด์แฮมเพื่อจะรีบไปดูทีมโปรดแข่งขัน จักรยานของเขาชนเข้ากับรถม้า ยอร์จลุกขึ้นมาด้วยความโมโห แต่เขาก็ต้องรีบปิดปากตัวเองเมื่อเห็นว่าคนขับรถม้านั้นเป็นเจ้านายของเขาเอง เขาคือผู้อำนวยการบริษัทเบียร์ชื่อจอห์น เอช. เดวีส์
เดวี่ส์ ถามขึ้นก่อนอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "คุณจะไปไหนหรือพ่อหนุ่มลอว์ตัน ถึงได้รีบร้อนอย่างนี้?" ลอว์ตัน รีบขอโทษเจ้านายของเขาและอธิบายถึงเหตุผล เดวี่ส์ไม่เคยชมการแข่งขันฟุตบอล และประหลาดใจมากที่ได้เห็นลอว์ตัน กระตือรือร้นขนาดนั้น
ยอร์จ ไปถึงแบงค์สตรีท และเขาก็ได้พบกับพนักงานเก็บเงินรอคอยอยู่ที่ประตูทางเข้าทั้ง 3 ทาง ขณะที่ทั่วเมืองแมนเชสเตอร์ เริ่มจุดตะเกียงแก๊สเพื่อส่องสว่างเมืองอันมืดครึ้มในตอนเย็นวันนั้น สมุห์บัญชีลอว์ตัน กับกัปตันสแตฟฟอร์ด ก็มองเห็นอนาคตอันอับเฉาของสโมสรในเวลานั้น พวกเขาอาจจะต้องลาออกจากลีกเหมือนอย่างมิดเดิ้ลสโบรซ์ ไอร์โอโนโปลิส และนอร์ทวิช วิคตอเรีย หรือบางทีอาจจะต้องพบกับการล้มละลายเหมือนอย่างมิดเดิ้ลสโบรซ์ ไอร์โอโนโปลิส ก็เป็นได้ ในตอนนั้นไม่เพียงแต่นิวตันฮีท ที่อยู่ในช่วงวิกฤต แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน และ น็อตต์ เคาน์ตี้ ต่างก็เป็นหนี้อยู่มากกว่า 1,000 ปอนด์ และทุกสโมสรในดิวิชั่น 1 ต่างก็มีหนี้สินกันทั้งนั้น มีข้อยกเว้นเพียง 3 สโมสรเท่านั้นเอง
อาร์ดวิค (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปัจจุบัน) ตอนนั้นเล่นในชุดสีฟ้าอ่อนและขาวเหมือนปัจจุบัน กลับประสบกับปัญหาอีกด้านหนึ่ง "พวกเขาต้องขื่นขมจากการที่คนชาวอเมริกันผู้มาเยือนสโมสรได้ชักชวนนักเตะหลายคนไปเยือนสหรัฐอเมริกา และเสนอสัญญาที่ยังไม่เป็นความจริงให้พวกเขา" หนังสือนิวตันฮีท เอฟซี บาซาร์ จูเนียร์ บันทึกเอาไว้
ตอนต่อไป "กลายมาเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"...
เรื่องโดย ปอ Red Army Fanclub
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่แปด ฤดูกาล 2002-2003
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่เจ็ด ฤดูกาล 2000-2001
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่หก ฤดูกาล 1999-2000
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ห้า ฤดูกาล 1998-1999
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่สี่ ฤดูกาล 1996-1997
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่สาม ฤดูกาล 1995-1996
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่สอง ฤดูกาล 1993-1994
ย้อนรอย - แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรก ฤดูกาล 1992-1993
รายชื่อผู้จัดการทีม และสตาฟฟ์โค้ช
ทำเนียบแชมป์
อ่านทั้งหมด
|

|