
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นำพลพรรคเร้ด เดวิลส์ ทะยานเข้ารอบน็อกเอาต์ 16 ทีมได้แบบไม่ระบมแข้ง หลังจากกรุ๊ป สเตจของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ผ่านไปเพียง 4 เกม แม้ว่ายังไม่การันตีตำแหน่งแชมป์กลุ่ม บี ก็ตาม
แมตช์โกงความตายเวอร์ชั่นล่าสุดที่ไล่ตีเสมอ ซีเอสเคเอ มอสโก 3-3 สะท้อนให้เห็นตัวตนแท้จริงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันชัดเจน
ขอเริ่มต้นด้วยคุณงามความดีในแง่ สปิริตเปี่ยมแรงฮึดแบบฉบับอสูรร้าย ที่คัมแบ็กไล่ทวงคืน 2 ประตูรวด ภายในช่วงเวลา 8 นาทีตอนปลายเกม ไม่ว่าจะเป็นลูกโขกของ พอล สโคลส์ มิดฟิลด์ขิงแก่แต่ยังมีไฟ และลูกยิงไกลของ อันโตนิโอ วาเลนเซีย
3 ประตูจากดาวเตะไม่ซ้ำหน้า เป็นผลลัพธ์เชิงบวกด้านความหลากหลายในจังหวะจู่โจมตาข่ายคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ไร้เงาอาวุธหลัก ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และคุณพ่อมือใหม่ เวย์น รูนี่ย์ ก็โดนส่งลงมากู้สถานการณ์ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย
บรรยากาศในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังอลังการมากพอจะกดดันเหล่าอาคันตุกะ และการพาตัวเองรอดพ้นจากหายนะเที่ยวล่าสุด ก็ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยืดสถิติไม่แพ้คารังในเกมยุโรปมาแล้ว 23 เกมติดต่อกัน นับตั้งแต่เสียท่าให้กับ เอซี มิลาน ในเดือนแห่งความรัก 2005
สาระ 3 ย่อหน้าข้างบนเป็นแนวสดุดีล้วนๆ แต่จากบรรทัดนี้ถึงคิวชำแหละหลากหลายเหตุการณ์งามหน้าที่เข้าตากรรมการดี เหลือเกิน แม้จะเข้าใจในความจำเป็นของ "ป๋าเฟอร์กี้" ที่ต้องถนอมเรี่ยวแรงขุนพลตัวพ่อไว้โซ้ยศึกซูเปอร์ซันเดย์กับ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์
หากเทียบขุมกำลังกับชุดบุกพิชิตชัยที่มอสโก เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ต้องถือว่าความเข้มข้นพร่องลงมาแค่นิดเดียว แต่ตัวแปรที่ส่งกระทบถึงผลลัพธ์ในสนามก็คือ ปฏิกิริยาปราดเปรียวของแข้งซีเอสเคเอ ในยุคที่ ลีโอนิด สลุตสกี้ เข้ามาทำงานแทน ฆวนเด้ รามอส รวมทั้งประสิทธิภาพอันหย่อนยานของแผงแบ็กโฟว์อสูร อันประกอบด้วย แกรี่ เนวิลล์, เวส บราวน์, จอนนี่ อีแวนส์ และ ฟาบิโอ ดา ซิลวา
การลงจับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันในช่วงเวลาแค่ 1 สัปดาห์ของ บราวน์ กับ อีแวนส์ ย่อมเป็นเรื่องผิดปกติและไม่คุ้นเคยของสองคนนี้ เพราะที่ผ่านมาชินชากับบทบาทตัวเสียบ คอยเป็นอะไหล่ยาม ริโอ เฟอร์ดินานด์ หรือ เนมานย่า วิดิช เกิดเหตุปัญหาต้องขาดต้องลา
ด้วยเกรดและชั้นเชิงลีลาของซีเอสเคเอ ที่เหนือกว่าทั้ง บาร์นสลี่ย์ และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ซึ่งเพิ่งปะทะแข้งมา ทำให้ เวสลี่ย์ & จอนนี่ กางตำรารับมือแทบไม่ทัน โดยเฉพาะ 2 เม็ดแรกที่ฉีกแนวรับยูไนเต็ดหลุดลุ่ย ส่วนลูกสามนั้นเกิดจากฟรีคิก ซึ่งไม่เข้าใครออกใครและไว้ใจอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
กราฟชีวิตปักษ์นี้ของทั้งสองคน เหมือนมีคนขีดเขียนเป็นบทละครเอาไว้ให้ผ่านด่านทดสอบที่มีความยากและหินมาก ขึ้นเป็นลำดับจากเกมประเดิมผนึกกำลังที่โอ๊คเวล กราวนด์ ในคาร์ลิ่ง คัพ ซึ่งนอกจากพวกเขาทั้งคู่แล้ว บรรดาแฟนผีต่างรู้สึกได้ถึงความระทึกใจที่ใกล้เข้ามาเขย่าขวัญกันแล้วในวัน อาทิตย์นี้
ใช่แล้วผมกำลังหมายถึงภารกิจแข็งโป๊กแห่งเดอะ บริดจ์ ซึ่งวงสนทนาปีศาจแดงยังไม่กล้าฟันธงลงความมั่นใจว่า ริโอ & วิดิช จะคัมแบ็กสู่แผงหลังยูไนเต็ดได้ทันเวลามั้ย ? หรือบางทีอาจต้องใช้บริการพาร์ทเนอร์ บราวน์ & อีแวนส์ เป็นเกมที่ 4 นับสต็อป
การตามประกบคู่หอกแบกะดินระดับแชมเปี้ยนชิพอย่าง โจนาธาน แม็คแคน กับ ดาเนียล บ็อกดาโนวิช ของเจ้าตูบ เปลี่ยนมารุมสกรัม ฟรังโก้ ดิ ซานโต หน้าเป้าโฮม อโลนแห่งก๊วนกุหลาบไฟ และที่เพิ่งจบไปคือการหายใจรดต้นคอ โทมัส เนซิด กับ อลัน ซาโกเยฟ ของซีเอสเคเอ คงกลายเป็นแค่ฝุ่นธุลีหากจินตนาการถึงชื่อ ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา กับ นิโกล่าส์ อเนลก้า ซึ่งคงอดเอามือลูบปากไม่ได้ หากลงเผชิญหน้ากับแนวรับยูไนเต็ดที่ไร้จอมมารตัวพ่อทั้ง เฟอร์ดินานด์ และ วิด้า
เชลซี สามารถมุ่งมั่นกับบิ๊กแมตช์อาทิตย์นี้ได้เต็มที่ หลังลงทะเบียนเป็นหนึ่งใน 16 ทีมสุดท้าย ยูซีแอล เรียบร้อยโรงเรียนสิงห์บลูส์ ด้วยการมี 10 คะแนนจากสถิติชนะ 3 เสมอ 1 เท่ากับ ยูไนเต็ด พอดีเป๊ะ และเหนือกว่าตรงเกมรุกสุดเฉียบถล่มประตูได้ต่อเนื่องทั้ง 17 นัดทุกรายการในฤดูกาลนี้ แถม 5 ไฟต์หลังสุดยังร้อนแรงกระแทกตาข่ายคู่ต่อสู้ได้ถึง 19 เม็ด
นอกเหนือจากคู่แรดมหาประลัย ดร็อกบา & นิโก้ แล้ว ยังมีตัวอันตรายอีกมากมายพร้อมทำแสบให้มิตรรักปีศาจน้ำตาร่วง และที่สำคัญคือตัวของนายใหญ่ คาร์โล อันเชล็อตติ เป็นกุนซือคนสุดท้ายที่บุกมาหักหน้า เซอร์ อเล็กซ์ ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ถึงโรงละครแห่งความฝัน เมื่อเกือบ 57 เดือนที่แล้ว
ไม่ต้องเก่งกาจถึงขั้นนักปราชญ์ลูกหนังแบบ "คาร์เล็ตโต้" ก็รู้ว่าแมนฯ ยูไนเต็ดกำลังมีปัญหาตรงหลังบ้าน และนี่คือโอกาสทองที่เชลซีต้องฉกฉวยโอกาสให้ได้เพื่อรักษาความมั่นคงบนบัลลังก์จ่าฝูง
เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เฟอร์กี้ บุกไปเสมอ 1-1 โดยยึดแนวทางรัดกุมเน้นความปลอดภัย (ใช้ ริโอ ยืนเซนเตอร์ฮาล์ฟคู่ อีแวนส์ แทน วิดิช ที่ติดโทษแบนจากแดงเดือด) แต่เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจากลูกซ้ำของ พาร์ค ชี-ซอง ก่อนโดน ซาโลมง กาลู ทวงคืนช่วง 10 นาทีสุดท้าย
มาถึงอาทิตย์นี้ มันคงเสี่ยงมากๆ หากยึดมั่นกลยุทธทรงเดิม ด้วยองค์ประกอบในมือที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ กับ เนมานย่า วิดิช เป็นสำคัญ เพราะแน่นอนว่าฟูลแบ็กสองฝั่งทั้ง จอห์น โอเช กับ ปาทริซ เอวร่า ต่างพร้อมสตาร์ตเกมตั้งแต่เริ่มเสียงนกหวีด
แต่เชื่อแน่ว่าหัวสมองของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คงเตรียมหมากวิธีไว้แก้ทางและสร้างภูมิคุ้มกันหลายชั้นปกป้องก่อนหายนะจะมา เยี่ยมเยือนแผงแบ็กโฟว์สุดหวง ที่มีคนเป็นล้านเห็นรอยรั่วและรูโหว่ยุ่บยั่บยั่วยวนให้เจาะเต็มไปหมด
*เปริมี่*
เครดิต http://www.siamsport.co.th







