"อยู่กับความเป็นจริง กับสิ่งที่เป็นไป
ที่สุดแม้แพ้มัน เจ็บปวดแต่จำใจ
แพ้มันวันนั้น เราคงผิดหวัง
แต่ดีกว่าต้องทรมาน เพราะทีมไม่ได้แชมป์
แล้วเด็กหงส์...จะเข้าใจ"
ที่เกริ่นมาแบบนี้ คงรู้น่ะครับว่าหมายถึงอะไร หลายวันมานี้ ผมเซ็งมากที่ทีมเราแพ้มันวันนั้น รู้สึกเซ็ง จนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย
สุดท้าย เมื่อวานเลยต้องพาFHM เล่มล่าสุดเข้าไปในห้องน้ำ ด้วยหวังว่าจะมีใครสักคนในหนังสือเล่มนั้นที่จะช่วยปลดปล่อยอารมณ์เซ็งของผมให้ออกไปได้
ซึ่งก็ เออ...อย่าพูดถึงมันดีกว่าคับ ว่าผลออกมาเป็นยังงัย
ย้อนกลับไปที่เกมแดงเดือดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนแข่งผมมีความมั่นใจเต็มที่ว่าทีมเราเอาอยู่
แล้วเมื่อดูline-upของทีมมัน ผมยิ่งมั่นใจ เมื่อปรากฏชื่อของจอมอืด ซามี่ ฮูเปียอยู่ในชุด11ตัวจริง และมีไอเอ๋อ คาร์ราเกอร์เล่นแบ็กขวา
ผมคิดว่าจอมอืด ฮูเปียกับไอเอ๋อ คาร์ราเกอร์ต้องโดนนักเตะของเราพาทัวร์โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเป็นแน่
ในเมื่อวันนั้นป๋าเราถอดตัวนักเตะที่มีสปีดช้าออกไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเบอร์บาตอฟ สโคลส์ หรือแม้แต่ไรอั้น กิ๊กส์
ทำให้ตอนลงสนามไป ทีมเราเลยมีตัวความเร็วระดับ 90 ตรีนถีบ อย่างรูนี่ย์ เตเวซ ปาร์ก โรนัลโด้ แอนเดอร์สันเล่นอยู่ในแนวรุก
เปิดเกมมาได้สักพัก ผมยิ่งมั่นใจขึ้นไปอีก เมื่อเรามาได้จุดโทษ ก่อนที่เจ็ทโด้จะสังหาร...ไม่พลาด
หลังจากนั้น ผมคิดว่ารูปเกมคงจะเป็นทีมเราเล่นแบบไม่ผลีผลาม เพื่อให้ลิเวอร์พูลเดินเกมบุกขึ้นมา แล้วเรารอสวนกลับ
โดยเน้นไปที่เซนเตอร์ฝั่งขวาสุดอืด ซามี่ ฮูเปีย และแบ็กขวาหน้าเอ๋อ เจมี่ คาร์ราเกอร์
แต่ตรงกันข้าม ทีมเรากลับเติมเกมบุกกระหน่ำซอยยิกกว่าเดิมอีก จนทำให้ผมเกือบเปลี่ยนใจมาเห็นดีเห็นงามกับการเล่นในสถานการณ์ที่เราเป็นต่อ พอใจอย่างนั้น
ถ้าผมไม่ส.ใส่เกือกมีสัมผัสที่ 6 ซึ่งเป็นสัมผัสที่ผมรู้เลยว่ามันต้อง no ship (shipหาย)แน่ๆ
ว่าแล้วนายทวารนำเข้าจากสเปนอย่างเรย์น่า ก็จัดให้สัมผัสที่ 6 ของผมเป็นจริงขึ้นมาได้
เมื่อมันเตะบอลเคลียร์ขึ้นมาแบบมั่วๆ แต่ดันข้ามหัว P'V แคนดิเดตนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีที่ทำพลาด ปล่อยให้ตอร์เรสฉกบอลไป ซึ่งมันก็จบสกอร์เลยครับ
และหลังจากนั้น สถานการณ์ที่เป็นต่อ พี่พอใจของเราก็สิ้นสุดตามไปด้วย เมื่อมาเสียจุดโทษคืนบ้างในช่วงท้ายครึ่งแรก
พอเข้าครึ่งหลัง รูปเกมของเราที่กำลังจะกลับมา พร้อมกับการแก้เกมของป๋าทีเดียว 3 ตัวรวด
ก็ต้องโชคร้ายสาดๆๆ เมื่อพี่วีที่หลังจากพลาดในช็อตที่เสียลูกแรก ก็ไม่นิ่งและขาดความมั่นใจไปเลย
ไปทำฟาวล์ไอบักเจิด พร้อมโดนใบเหลืองที่สอง จนต้องกลับไปอาบน้ำก่อนใคร
ที่นี้กองหลังที่มีเซนเตอร์อาชีพตัวเดียวอย่างเฮียเต่าคุมเกม ก็ไม่รู้ที่จะเอาอะไรไปหยุดเกมบุกของพวกมันได้
จังหวะต่อมา ก็มาโดนไอแบ็กหอกหักอย่างไอดอส กระดกบอลข้ามหัวน้าเอ๊ดเข้าประตูไปอีก
ปิดท้ายด้วยฟรีคิกของโอริโอ้ จบเกมเราโดนมันบุกมาชนะคาบ้าน 4-1 เฮ้อ
จากเกมนี้ผมสรุปได้ว่า
1.เกมวันนั้นไม่ใช่วันของเรา
2.พอเราขึ้นนำ นักเตะเราอยากเบิ้ล แต่ดันพกความประมาทไปด้วยขณะบุก ทำให้หลังลอย สุดท้ายพี่วีเลยกลายเป็นแพะ
(ทำไมเราถึงไม่เล่นเคาท์เตอร์น่ะ ตอนที่เราขึ้นนำ ทั้งที่เกมสวนกลับเราไม่แพ้ใครในโลกนี้
ไม่ต้องถึงกลับตั้งรับหรอก แค่รอสวนอย่างมีสไตล์ แล้วเจาะไปที่คาร์ร่ากับฮูเปียที่ช้า
แต่พอบุกหนักกว่าเดิมแบบนั้น ทำให้คิดว่าน่ามีกิ๊กส์ หรือไม่ก็สโคลส์อยู่ในสนามในช่วงนั้นจัง จะได้ดึงจังหวะเกมให้ช้าและชัวร์ขึ้น
แต่อย่างว่านี้มันก็คือการพูดหลังเกมจบแล้ว อะไรๆก็เลยดูจะแก้ได้
แต่ยังยืนยันว่าที่เราแพ้ก็เพราะเราย่ามใจไปหน่อยหลังขึ้นนำ
พอถูกตีเสมอเลยเร่งจะเอาคืน สุดท้ายเกมก็ไม่ชัวร์ แถมยังโชคร้ายอีกมากมาย)
3.นักเตะลิเวอร์พูลเล่นได้ดีเกินอยากจะเชื่อ แบบว่าของเค้าแรงจริงๆ
ความภาคภูมิใจแม้จะแพ้
1.ป๋าเราเป็นลูกผู้ชายตัวจริงเพราะไม่อ้างอะไร แพ้ก็คือแพ้ ไม่เหมือนราฟาที่ไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ช่างไม่แมนเลยว่ะ
2.นักเตะของเราทำเต็มที่แล้ว และ กรูรู้ว่ามรึงเหนื่อยว่ะ กรูเข้าใจ
3.อาบิ๊กจ๊ะทำหน้าที่เป็นคนข่าวที่ดีมาก เป็นกลาง และยอมรับความพ้ายแพ้ ขนาดอาแกยังเล่นมุขโดยการเอาปี๊บมาคลุมหัวเลย ตอนข่าวกีฬาช่วงเย็น
ช่างไม่เหมือนกับสรยุทธที่ร้องเพลงเยาะเย้ยพวกเรา น่าถีบชะมัด ขณะที่แจ็กกี้กับน้องนิหน่าก็มีบ้างตามประสา แต่ไม่เท่าเจ๊สอ-ยุด
ส่วนกรณีของน้าติง ต้องเข้าใจว่าไม่ได้ออกทีวีอย่างพวกด้านบน และการที่แกพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นก็เพราะบรรยากาศโดยรอบมันพาไปนิหน่า
อีกอย่างบนเวทีวันนั้นแกก็แสดงสปิริตออกมาแล้ว รวมทั้งยังออกมาขอโทษแฟนหงส์อีก โครตแมนเลยน้า
สุดท้ายแม้จะแพ้ เราก็นำอยู่ 4 คะแนน บวกเกมตกค้างอีกหนี่ง
ยังงัยทุกอย่างก็อยู่ในมือเรา แชมป์ที่เหลือเราขอตัดสินเอง
"ทั้งเจ็บและจำ คำที่มรึงทิ่มแทง
ย่ำยีประณาม ทำให้กรูช้ำใจ
ถึงแพ้มรึงไป กรูคงไม่โทษใคร
เพราะยังงัย...ทีมกรูก็คือแชมป์"












