.....ฤดูกาล 2008-2009 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แมนฯยูจบซีซั่นได้อย่างยอดเยี่ยมแม้จะไม่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นสมัยที่ 18 เทียบเท่ากับคู่รักคู่แค้นอย่างลิเวอร์พูล บวกกับแชมป์บอลถ้วยอย่างคาร์ลิ่งคัพและสโมสรโลก ก็เป็นอะไรที่ดีไม่ใช่น้อยสำหรับกองเชียร์เร้ดอาร์มี่
.....อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความรู้สึกดีๆที่ผมได้รับจากผลงานของแมนฯยูปีนี้ ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเป็นกังวลและต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมปีนี้ช่องว่างระหว่างแมนฯยูกับลิเวอร์พูลถึงได้ดูแคบลงกว่าที่ควรจะเป็นดังเช่นทุกปี จะเป็นเพราะลิเวอร์พูลเยี่ยมขึ้นหรือว่าแมนฯยูอ่อนลง ผมเองก็ไม่กล้าฟันธง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมกล้ายืนยันได้ว่ามันคือจุดอ่อนที่ทีมแมนฯยูปกปิดมันมาทั้งฤดูกาล ก่อนที่จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดแจ้งเห็นจริงในนัดชิงยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกกับบาร์เซโลน่า สิ่งนั้นก็คือ ผู้เล่นในตำแหน่งกลางรับ
.....นับตั้งแต่กลางรับตัวสุดท้ายภายในทีมอย่างฮากรีฟฟ์ต้องจบซีซั่นก่อนใครเพื่อน ภายหลังได้รับบาดเจ็บจากนัดที่แมนฯยูบุกไปแพ้ลิเวอร์พูลเมื่อต้นฤดูกาล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ระบบการเล่น 4-3-3 หรือ 4-5-1 ที่มีกลางตัวใน 3 คน ก็ถูกท่านเซอร์นำมาใช้อย่างต่อเนื่อง มีเพียงบางนัดเท่านั้นที่แมนฯยูจะเล่นในระบบ 4-4-2 ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อปกปิดความอ่อนแอในแดนกลางที่ดูจะเปราะบางเหมือนดั่งแก้วที่เริ่มแตกร้าว อันเนื่องมาจากตัวมิดฟิลด์กลางสนามที่เหลืออยู่ในทีมชุดใหญ่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสโคลส์ กิ๊กส์ แอนเดอร์สัน คาร์ริค หรือเฟล็ทเชอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นตัวมิดฟิลด์เชิงรุกหรือเชิงคุมจังหวะเท่านั้น ไม่มีใครที่จะเล่นเป็นตัวตัดเกมกลางสนามได้ดีเลย อย่างมากก็เล่นได้แค่พอถูไถไปเท่านั้น เช่น ในรายของเฟล็ทเชอร์ เป็นต้น
..เมื่อท่านเซอร์เลือกที่จะทำเนียนโดยการปรับแผนการเล่นมาเป็นมิดฟิลด์กลางสนามสามคนแทนที่จะซื้อตัวอื่นเข้ามาเสริม มันก็ส่งผลให้เกมกลางสนามของแมนฯยูที่ดูเหมือนจะมีตัวผู้เล่นเยอะแต่พอใช้เข้าจริงกลับไม่มีประสิทธิภาพเลย เหตุผลก็คือ ผู้เล่นที่ถูกส่งลงมาในตำแหน่งกลางรับไม่มีศักยภาพมากพอที่จะตัดเกมได้เทียบเท่ากลางรับมืออาชีพ ดังนั้น ต่อให้ใช้คาร์ริคลงมายืนตัดเกมคู่กับเฟล็ทเชอร์หรือกับคนอื่นๆ ก็คงไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการตัดเกมกลางสนามของผู้เล่นเพียงคนเดียวของทีมคู่แข่ง อย่างมาสเคราโน่ เอสเซียง หรือยาย่า ตูเร่ได้หรอก
..เมื่อการตัดเกมกลางสนามทำได้ไม่ดีพอ นั้นจึงเป็นเหตุผลของคำถามที่ว่า ทำไมเวลาแมนฯยูเล่นกับทีมใหญ่ด้วยกันในฤดูกาลที่ผ่านมาจึงมักทำผลงานได้ไม่ดี เพราะเมื่อบอลของคู่แข่งผ่านแดนกลางไปสู่แนวรับเร็ว ง่าย และบ่อยเกินไป ทีนี้ต่อให้แมนฯยูมีคู่เซนเตอร์แบ็กระดับโลกก็คงเอาไม่อยู่เหมือนกัน บางครั้งก็พลอยทำให้กองหลังช็อตไปดื้อๆ ดังเช่นในรายของวีดิชในเกมกับลิเวอร์พูล หรือจะเป็นแผงหลังทั้งแผงในเกมกับบาร์เซโลน่า
..ศักยภาพของตัวผู้เล่นในเกมรุกก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกมกลางสนามของแมนฯยูสู้คู่แข่งไม่ได้ สโคลส์และกิ๊กส์ได้ผ่านจุดสูงสุดในชีวิตนักฟุตบอลไปแล้ว อีกทั้งสภาพร่างกายก็ไม่เอื้ออำนวยที่จะช่วยเพื่อนเดินเกมกลางสนามได้ตลอด 90 นาที คาร์ริคเองแม้ในซีซั่นที่ผ่านมาจะพัฒนาฟอร์มการเล่นขึ้นมาอย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ดูจะทำให้เขามีปัญหาเสมอและแก้ไม่เคยตก ก็คือ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเข้าบอลเร็วของคู่แข่ง ที่มักจะทำให้การจ่ายบอลที่เป็นจุดเด่นของเขาหาความแม่นยำไม่ได้เลย ส่วนแอนเดอร์สันแม้ประสบการณ์ยังไม่เยอะแต่ก็มีพรสวรรค์ในเกมรุกที่ล้นปรี่ น่าเสียดายที่ถูกท่านเซอร์จับลงมาเล่นต่ำเกินไป เพียงเพราะเห็นว่าเป็นนักเตะที่เล่นได้ดุดัน ทั้งที่จุดเด่นของตัวนักเตะก็คือการสร้างสรรค์เกมรุก ขณะที่เฟล็ทเชอร์ก็เป็นนักเตะอีกรายที่แม้จะทำผลงานได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แต่บางครั้งด้วยความสามารถที่มีอย่างจำกัดต่อให้ขยันทุ่มเทในการเล่นแค่ไหนก็คงไม่สามารถฝากความหวังในทุกเกมที่ลงสนามได้
..นอกจากนั้น การที่ท่านเซอร์ใช้ตัวผู้เล่นในแดนกลางไปถึงสามคนเพียงเพื่ออุดช่องโหว่จากการขาดหายไปของฮากรีฟฟ์ ก็ได้ส่งผลโดยตรงต่อเกมรุก กล่าวคือ เมื่อผู้เล่นในแนวรุกถูกลดจำนวนไปหนึ่งตำแหน่ง ทำให้จตุรเทพ(จริงๆ)ซึ่งประกอบด้วยโรนัลโด้ รูนี่ย์ เบอร์บาตอฟ และเตเบซ ลงสนามเป็นตัวจริงได้เพียงนัดละไม่เกินสามคน และมีสองคนแน่ๆที่ได้ลงสนาม ก็คือ โรนัลโด้&รูนี่ย์ ที่เหลืออีกหนึ่งตำแหน่งเป็นการแย่งชิงระหว่างเบอร์บาตอฟ เตเบซ ปาร์ค นานี่และอาจจะรวมถึงกิ๊กส์ด้วย เห็นแล้วน่าเสียดายตัวรุกอย่างเบอร์บาตอฟ&เตเบซที่ต้องนั่งอยู่ข้างสนามไหมครับ
..ไม่น่าเชื่อเลยว่าฮากรีฟฟ์เจ็บไปคนเดียวจะทำให้ท่านเซอร์ถึงกับต้องยอมเปลี่ยนระบบการเล่น เพียงเพื่อต้องการใส่กองกลางเพิ่มไปอีกคนเพื่อช่วยในการตัดเกมทดแทนการหายไปของฮากรีฟฟ์ ที่นี้เห็นหรือยังว่ากลางรับยุคโมเดิร์นมีความสำคัญกับเกมแค่ไหน เพราะแทนที่แมนฯยูจะได้เล่นในระบบ 4-4-2 อันแสนคุ้นเคยและเป็นแผนการเล่นที่เหมาะกับเหล่าจตุรเทพเป็นที่สุด(เนื่องจากได้ลงสนามกันเยอะ) แมนฯยูกลับต้องมาใช้แผน 4-5-1 หรือ 4-3-3 ในการแข่งขันไม่เว้นแม้กระทั่งการเจอกับทีมเล็กๆ เข้าใจครับว่าเป็นเพราะแผนเหล่านี้แหล่ะที่นำแมนฯยูผงาดคว้าแชมป์ลีกเทียบเท่ากับลิเวอร์พูล แต่นี้คงเป็นปีแรกเลยมั้งนับแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกมา ที่แมนฯยูยิงประตูได้น้อยกว่าลิเวอร์พูลแถมยังแพ้มากกว่าอีก จะเป็นเพราะเหตุผลอะไรล่ะถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ จะเป็นเพราะอาการบาดเจ็บของผู้เล่นตัวอื่นเหรอ อย่าลืมว่าทีมลิเวอร์พูลก็ต้องเจอปัญหานี้เช่นกัน หรือจะเป็นเพราะต้องลงสนามแข่งขันมากเหรอ อาจมีส่วนบ้างแต่ทีมอย่างแมนฯยูคงไม่ต้องการนำสิ่งนี้มาอ้าง
..ผมเชื่อมาตลอดทั้งฤดูกาลว่า ถ้าฮากรีฟฟ์ไม่เจ็บหนักจนต้องพักทั้งซีซั่น แมนฯยูจะมีผลงานที่ดีกว่านี้แน่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคะแนนในลีก จำนวนประตูที่ทำได้ หรือจะเป็นเรื่องผลการแข่งขันเมื่อต้องเจอทีมใหญ่ด้วยกัน อย่างน้อยที่สุดในเกมนัดชิงแชมเปี้ยนลีก แมนฯยูคงไม่ต้องแพ้บาร์เซโลน่าแบบหมดทางสู้เพราะหาบอลกลางสนามไม่เจอ
..คิดดูว่า ถ้าแมนฯยูมีฮากรีฟฟ์ที่ฟิตสมบูรณ์พร้อม ท่านเซอร์คงกล้าใช้ระบบ 4-4-2 ในการแข่งขันมากขึ้นแน่ๆ เพราะศักยภาพในเกมรับของฮากรีฟฟ์ไม่ได้ด้อยกว่าผู้เล่นคนอื่นที่แมนฯยูต้องเจอมาทั้งฤดูกาลเลย ไม่ว่าจะเป็นมาสเคราโน่ เอสเซียง รวมไปถึงยาย่า ตูเร่ ขณะที่การเล่นแบบมีหน้าคู่ก็จะกดดันคู่แข่งได้มากกว่าที่เราเห็นมาทั้งฤดูกาล เหตุผลก็คือ กองหน้าที่แมนฯยูมีล้วนแล้วแต่ไม่เหมาะกับการเล่นเป็นหน้าเป้าตัวเดียวทั้งสิ้น
.. เบอร์บาตอฟตัวใหญ่และทักษะดีก็จริงแต่ขาดความเร็วที่ต้องใช้ตามไปเก็บบอล อีกทั้งการเล่นลูกกลางอากาศก็ไม่ใช่สิ่งที่เบิร์บจะพิสมัยมากนัก นั้นจึงทำให้เบอร์บาตอฟไม่เหมาะที่จะยืนเป็นหน้าเป้า แต่เขาเหมาะที่จะถอยตัวลงมาต่ำนิดนึงเพื่อดึงเซนเตอร์แบ็กคู่แข่งให้ออกมานอกพื้นที่ ก่อนที่จะใช้ความสามารถเก็บบอลไว้กับตัวแล้วค่อยจ่ายไปยังที่ว่างด้านหลังเซนเตอร์คนนั้น เพื่อให้พาร์ทเนอร์อย่างรูนี่ย์หรือเตเบซโฉบเข้าไปยิงประตู
..รูนี่ย์&เตเบซ ทั้งคู่เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์และขยันทุ่มเทเพื่อทีม แต่ต้องยอมรับว่านักเตะทั้งสองเหมาะที่จะเป็นหน้าต่ำมากกว่า รูนี่ย์ต้องการอิสระในการเล่นมากกว่าจะถูกจำกัดพื้นที่ในการเล่นไว้แค่แดนหน้า เพราะเขาต้องการที่จะอยู่ใกล้ๆบอลตลอดเวลา จึงมักลงมาต่ำเพื่อขอบอลอยู่เสมอ เตเบซเองก็เช่นกัน เขามักจะขยับตัวเองมาเล่นด้านข้างเพื่อฉีกหนีตัวประกบ จะเห็นได้ว่าทั้งรูนี่ย์และเตเบซไม่ใช่นักเตะประเภทที่จะยืนรอกางมุ้งเพื่อยิงประตูในกรอบเขตโทษอย่างเดียวได้ เมื่อบวกกับการที่ทั้งสองเป็นนักเตะที่มีรูปร่างไม่สูงนัก นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนทั้งคู่ไม่เหมาะที่จะยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าเพียงลำพัง
..เมื่อแมนฯยูเปลี่ยนระบบการเล่นมาเป็น 4-5-1 หรือ 4-3-3 แน่นอนว่าผู้เล่นตัวรุกทั้งกองหน้าตัวเป้าและกองหน้ากี่งปีกจำต้องประสานงานกันอย่างมีทีมเวิร์คจึงจะมีประสิทธิภาพในการเข้าทำมากที่สุด แต่โรนัลโด้ก็แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างมากในฤดูกาลสุดท้ายกับทีม เขาไม่เพียงจะฝืนเล่นในหลายๆจังหวะโดยไม่สนใจเพื่อนร่วมทีมเท่านั้น แต่ยังมักจะขยับตัวไปยืนเป็นกองหน้าแทนที่ของรูนี่ย์เสมอ (ไม่ว่าจะด้วยนายสั่งมาหรือว่าขึ้นไปเอง) แม้ว่าการทำแบบนี้จะทำให้เขายิงประตูได้มากที่สุดในทีม แต่เมื่อพิจารณาถึงผลโดยรวมแล้ว การเล่นแบบนี้ทำให้ทีมเสียสมดุลในเกมรุกเป็นอย่างมาก เนื่องจากแมนฯยูต้องสูญเสียความอันตรายจากเกมด้านข้างของสนามไป รูนี่ย์อาจทำได้ดีในระดับหนี่งแต่ก็ไม่เท่าโรนัลโด้ เพราะตำแหน่งที่รูนี่ย์ถนัดคือกองหน้า ไม่ใช่ปีก แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่ารูนี่ย์เองก็ไม่เหมาะที่จะเล่นเป็นหน้าเป้าเช่นกัน
..สุดท้ายนี้ ผมจึงขอสรุปว่าการขาดหายไปของฮากรีฟฟ์ได้ส่งผลกระทบต่อแมนฯยูเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการคุมเกมกลางสนามที่ทำไม่ค่อยได้เลย การขาดตัวสกรีนบอลในแดนกลางก็ส่งผลให้กองหลังต้องทำงานหนักมากขึ้นเกินกว่าความจำเป็น และเมื่อท่านเซอร์ใช้วิธีปกปิดการขาดหายไปของฮากรีฟฟ์ ด้วยการเปลี่ยนแผนการเล่นแล้วดึงตัวรุกลงมาอุดช่องว่างในแดนกลาง แทนที่จะซื้อตัวกลางรับอาชีพมาทดแทนในเดือนมกราคม มันก็ส่งผลให้ประสิทธิภาพในเกมรุกต้องลดลงไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะจะให้รูนี่ย์เล่นหน้าเป้าตัวเดียวก็ไม่เข้ากับตัวเขา จะให้โรนัลโด้ขึ้นไปเล่นหน้า เกมด้านข้างก็ขาดความอันตรายอีก
..ดังนั้น ช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะในซัมเมอร์ หากไม่ใช่การซื้อนักเตะเพื่อทดแทนการจากไปของผู้เล่นตามตำแหน่งแล้ว ตำแหน่งที่แมนฯยูควรจะเสริมมากที่สุดก็คือมิดฟิลด์ตัวรับนั้นเอง









</center>






