และล่าสุดจากการที่แย่งลายเซ็นต์ คาริม เบนเซม่าไป
ผมยอมรับว่าในอดีตเมื่อได้ดูบอลสเปนผมแอบเชียร์สโมสรเรอัล มาดริด มากกว่าบาร์เซโลน่า
เพราะนักเตะซุปเปอร์สตาร์อันดับต้นๆของโลกต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่สโมสรแห่งนี้
แต่ถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาในนัดที่ เรอัล มาดริด ผ่ายให้ บาร์เซโลน่า ไปอย่างหมดรูป 2ประตูต่อ6 ผมได้ดูถ่ายทอดสดนัดนั้น
ผู้บรรยายได้กว่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตในยุคสมัยของนายพลฟรังโก้ ซึ่งเมื่อผมได้ฟังแล้วถึงกับอึ้ง จนทำให้ผมต้องไปค้นหาข้อมูลเพื่มเติม
และเข้าใจว่าทำไมมันถึงกล้าบ้าเลือดแย่งซื้อนักเตะซุปเปอร์สตาร์มามากมายเพราะในอดีตมันร้ายยิ่งกว่านี้มาก
ในยุคสมัยของนายพลฟรังโก้ หันมาสนับสนุนเรอัล มาดริดเพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ
ให้กับซานติอาโก้ เบอร์นาเบว เมื่อมาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร ที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับนายพลฟรังโก้สมัยสงครามกลางเมืองสเปน
ในปี 1953 มาร์ตี้ การ์เรตโต้ อดีตประธานสโมสรบาร์เซโลน่าเดินทางไปเจรจากับทีมมิลิโอนาริออส ทีมจากประเทศโคลัมเบีย
เพื่อเจรจาคว้าตัว"อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่"แต่ด้วยข้อตกลงที่บรรลุผลยากเหลือเกินจึงทำให้ใช้เวลานานกว่าการเจรจาจะสำเร็จ
แต่เหตุการณ์วุ่นๆก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อดิ สเตฟาโน่เซ็นสัญญากับบาร์เซโลน่าเรียบร้อย และฟีฟ่าได้อนุมัติการย้ายทีมในครั้งนี้
อย่างไรก็ตามสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในการควบคุมของนายพลฟรังโก้ไม่ยอมรับการย้ายทีมดังกล่าว พร้อมจัดการเจรจาให้เรอัล มาดริด กับ มิลิโอนาริออส
แต่ติดที่ว่าดิ สเตฟาโนเซ็นสัญญากับบาร์เซโลน่าไปแล้วทางสหพันธ์ฟุตบอลสเปน
ซึ่งในเวลานั้นนายพลมอสการ์โด ลูกน้องของนายพลฟรังโก้เป็นใหญ่อยู่ได้ออกกฎหมายห้ามซื้อนักเตะต่างชาติขึ้น เพื่อสกัดการย้ายร่วมทีมของดิ สเตฟาโน่
แน่นอนที่สุดบาร์เซโลน่าย่อมไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่ถูกสหพันธ์ฟุตบอลสเปนแทรกแซงและกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม
จนทำให้สโมสรและแฟนบอลออกมาประท้วงสหพันธ์ฟุตบอลสเปน
ทางสหพันธ์จึงแก้เกี้ยวด้วยการประกาศว่าบาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริดบรรลุข้อตกลงในตัวของดิ สเตฟาโน่ ด้วยระยะเวลา 4 ปี
แต่เป็นสัญญาการเล่นกับเรอัล มาดริด 2 ปีแรก และบาร์เซโลน่า 2 ปีหลัง
ทำให้มาร์ตี้ การ์เรตโต้ ต้องแสดงสปิริตลาออกด้วยความเอือมระอาต่อทางการสเปนและเรอัล มาดริด
หลังจากนั้นไม่นานบาร์เซโลน่าจึงประกาศด้วยศักดิ์ศรีว่าทางสโมสรยอมสละสิทธิ์ในตัวของดิ สเตฟาโน่
เนื่องจากทางสโมสรรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเรอัล มาดริดจึงสบโอกาสใช้คำพูดนี้ยืนยันกระต่ายขาเดียวเสมอมาว่า บาร์เซโลน่าสมัครใจสละสิทธิ์เอง
เหตุการณ์การย้ายทีมพิลึกพิลั่นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย จนฟีฟ่าได้ทำเรื่องศึกษาการย้ายทีมครั้งนี้ว่าเป็น กรณีศึกษาเรื่องการย้ายทีม
ด้วยเหตุผลที่ว่าการเมืองแทรกแซงเกมกีฬา และนั่นก็เป็นการย้ายทีมครั้งประวัติศาสตร์ที่มีการจารึกไม่เลือนในวงการฟุตบอลสเปน
และในพงศาวดารของบาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด หลังจากนั้นดิ สเตฟาโน่ก็คว้าแชมป์กับเรอัล มาดริดเป็นกอบเป็นกำ
แต่ก็ไม่มีใครกล้าเถียงว่าความสำเร็จนั้นได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล
นี่เป็นแค่กรณีเรื่องการซื้อตัวนะครับ ยังมีกรณีอื่นๆอีกทั้งเปลี่ยนชื่อสโมสร บาร์เซโลน่า กรณีห้ามบาร์เซโลน่าเล่นในบ้านตัวเอง
และในปี 1943 ในศึกโกปปา เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศ เกมนัดแรกในสนามเลส กอร์ต (อดีตสนามเหย้าของบาร์เซโลน่า)
ผลปรากฏว่าบาร์เซโลน่าเอาชนะไปได้ 3-0 ในเกมที่สองนั้นต้องกลับไปเล่นที่สนามเหย้าของเรอัล มาดริด
นายพลฟรังโก้ส่งผู้ปกครองแคว้นกาสตีย่ามาต้อนรับบาร์เซโลน่าด้วยกำลังทหารถึงในห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว
และมันก็เป็นอีกครั้งที่ ฟุตบอลการเมืองมีอิทธิพลเหนือเกมฟุตบอลที่ยุติธรรม ฟุตบอลโคตรมหาโกงครั้งนี้มีทั้งทหาร กรรมการ เด็กเก็บบอล แฟนบอล
ผู้เล่นมาดริด ต่างมีเอี่ยวทั้งสิ้น ผลจบด้วยการปราชัยต่อมาดริด 11-1
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเรอัล มาดริด จารึกแมตช์อัปยศในวงการฟุตบอลได้อย่างสวยหรู มีการกล่าวขานชัยชนะในนัดนี้ว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
ส่วนผู้เล่นเรอัลในเกมนั้นต่างถูกเรียกว่า ฮีโร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกของแฟนบอลสเปนเป็นอย่างมาก
อ้างอิง http://www.fcbarca.biz/print.php?type=A&item_id=8













