6 พฤศจิกาที่ผ่านมาหลัดๆ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ดครบ 23 ปีเต็ม
นับเป็นการเกาะเก้าอี้ตัวเดียวที่นานมากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษเลยทีเดียว
แถมไม่ใช่อยู่นานแบบกระโหลกกระลา แต่ป๋ายังกวาดต้อนโทรฟี่มาไว้ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดจนนับนิ้วกันไม่หวาดไม่ไหว ถึงขั้นขอยืมนิ้วเท้ามาใช้แล้วก็ยังไม่พอด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้สารพัดสถาบันเลยออกมาเชิดชูให้ป๋าเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของวงการกีฬา โดยเหนือกว่านักกีฬาผู้ยิ่งยงอย่าง ไทเกอร์ วู้ดส์, มูฮัมเหม็ด อาลี, เดนนิส คอมป์ตัน, โรเจอร์ เฟเดเรอร์ หรือแม้กระทั่ง ไมเคิ่ล จอร์แดน ด้วยซ้ำ หากวัดกันที่ความสำเร็จเพียวๆ
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าเมื่อไรป๋าจะลงจากหลังเสือ พอโดนถามก็โบ้ยไปเรื่อย เลี่ยงบาลีไม่ตอบตรงๆ เพียงแต่แค่บอกว่าไม่อยู่ยัน 70 หรอก
แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครเชื่อ เพราะอายุป๋าก็ทะลุ 67 พรรษาไปแล้ว หากเป็นอย่างนั้นจริงเท่ากับว่าจะเหลือเวลาไม่ถึง 3 ปีดีในการกุมบังเหียนแมนฯยูไนเต็ด
เพราะดูเหมือว่าป๋าจะทำตัวเป็นเหมือนพวกคนหนุ่มไฟแรงอยู่ตลอดเวลา เขายังกระหาย ยังคิดว่ามันท้าทาย นี่เองที่เป็นแรงผลักดันทำให้ป๋าไม่ยอมแก่แล้วแก่เลย พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ ไม่ยอมย่ำอยู่กับที่เปิดประตูให้ความล้มเหลวแทรกตัวเข้ามา
แม้บางครั้งหลายคนจะมองว่าป๋านิสัยไม่น่าคบนัก เป็นพวกคนแก่ขี้บ่น ชอบโวยวาย คำนึงถึงแต่ประโยชน์ตัวเองข้างเดียว แต่นั่นแหล่ะคือบุคลิกที่สำคัญของคนเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล ไม่ยอมให้ตัวเองตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบ โดนกระทำอยู่ข้างเดียว
ทุกฤดูกาลที่ผ่านมา ป๋าต้องเผชิญกับความกดดันเสมอ แต่แปลกที่ครั้งหนึ่งป๋าเคยบอกว่า นั่นแหล่ะที่ป๋าชอบ เพราะการต่อสู้กับแรงกดันถือเป็นการฝึกปรือตัวเองให้พร้อมชนทุกสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าทีมกำลังย่ำแย่แล้วเปิดก้นเผ่นหนี ลงจากเก้าอี้ทิ้งปัญหาไว้ให้คนอื่นสะสาง
เช่นเดียวกับฤดูกาลนี้ ที่ดูท่าการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีกพร้อมกับเขียนประวัติศาสตร์ครั้งที่ 19 จะสาหัสมากกว่าเดิม หลังปราชัยในศึกที่เดอะ บริดจ์
หากใครได้ดูเกมคงพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าแมนฯยูไนเต็ดไม่น่าแพ้ เล่นได้ขนาดนี้น่าจะมีแต้มเป็นรางวัลตอบแทนบ้าง
แต่บางทีฟุตบอลก็ยากเกินกว่าจะตีความและเข้าใจได้เลยซะทีเดียว
ความผิดพลาดของ มาร์ติน แอ็ตกินสัน ผู้ตัดสิน ย่อมเป็นประเด็นที่หยิบยำมาพูดกันอีกครั้ง ในเมื่อมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
กระนั้นก็ตามป๋าก็ยังตบตูดว่า เราก็ยังต้องโทษตัวเองด้วยที่ขาดความเฉียบคม ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติที่เลวร้ายสำหรับทีมที่ต้องการเป็นผู้ชนะ
ช่องว่างที่ถ่างเป็น 5 คะแนน มันยากต่อการไล่ตาม เพราะเชลซีไม่ใช่เบอร์มิ่งแฮม, ฟูแล่มหรือวีแกน
ทำเอาบรรยากาศครบรอบ 23 ปีไม่ค่อยครึกครื้นเท่าไรนัก
ป๋ามีการบ้านกองเบ้อเร่อในการสกัดเชลซีไม่ให้เข้าวิน พร้อมกันนั้นก็ต้องระวังอาร์เซน่อลที่พร้อมจะกลับมาเป็นผู้ท้าชิงอย่างสมบูรณ์แบบ
ขณะเดียวกันเมื่อกล้องจับภาพไปยัง จอห์น เทอร์รี่ ในฐานะฮีโร่ตัวจริงในศึกที่เดอะ บริดจ์ เรามองเห็นอะไรบางอย่างที่คลับคล้ายคับคลา เฟอร์กี้ ไม่มีผิด
เทอร์รี่ เพิ่งเจอกับข่าวร้ายว่า เท็ด เทอร์รี่ พ่อบังเกิดเกล้าโดนนักข่าวตัวแสบสวมรอยไปขอซื้อโคเคน แล้วนำมาเผยแพร่จนฉาวโฉ่ไปหมด
ข่าวนี้พาดหัวโตๆ ใน "นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์" ก่อนเกมกับยูไนเต็ดจะเริ่มเป่านกหวีดแค่ไม่กี่ชั่วโมง
แน่นอนมันต้องส่งแรงกระเพื่อมไปยัง เทอร์รี่ ในฐานะที่เป็นลูกแท้ๆ และน่าจะกระทบต่อเกมที่กำลังจะเริ่มด้วย
แต่ เทอร์รี่ สลัดความรู้สึกนั้นทิ้ง เขามีสมาธิกับเกมตลอด 90 นาที แทบไม่มีหลุดให้เห็น ทั้งยังแสดงคุณสมบัติความเป็นผู้นำ ประคองนาวาให้ฝ่ามรสุมไปได้ พร้อมกันนั้นยังขึ้นมาโขกประตูชัยอีกต่างหาก
แม้มันจะเป็นประตูที่น่ากังขา แต่เราคงไม่ต้องไปมองตรงให้สำคัญไปกว่า "จิตใจ" อันแข็งแกร่งของ เทอร์รี่ ที่ยังไงก็ต้องคาราวะให้อย่างงามๆ
เทอร์รี่ สามารถที่จะต่อสู้กับมันได้อย่างน่าทึ่ง สมแล้วครับที่เขาจะถูกเลือกให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษ
หลายคนอาจจะรู้หรือมีบ้างที่ยังไม่รู้ความใฝ่ฝันในวัยทีนของเจที
เขาหลงใหลตามเชียร์แมนฯยูไนเต็ดมาตั้งแต่วัยเด็กๆ ซึ่งถือว่าผ่าเหล่าผ่ากอของจริง เพราะเกิดที่ลอนดอนแถบตะวันออก หากไม่เป็น เวสต์แฮม ก็ต้องสเปอร์สหรืออาร์เซน่อล
แต่ชะตาชีวิตขีดให้ไปสังกัดเชลซีตั้งแต่อยู่ทีมเยาวชน กระนั้นฝันของ เทอร์รี่ ก็ยังไม่มอด เมื่อครั้งขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของสิงห์น้ำเงินใหม่ๆ ก็ยังเคยแสดงท่าทีจะย้ายขึ้นเหนือ
เฟอร์กี้ เองก็อยากได้ เทอร์รี่ มาร่วมงานเช่นเดียวกัน เพราะศึกษาฟอร์มอยู่ช่วงหนึ่งเชื่อว่าไปโลดแน่ จนถึงขั้นมีการทาบทามเพื่อขอเจรจาซื้อตัว
เชลซีเลยต้องจัดการปรับสัญญาที่มีอยู่เพื่อรั้ง เทอร์รี่ ด้วยค่าหนื่อยที่น่าพอใจ รวมทั้งมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้เลย ตัดไฟซะแต่ต้นลม
ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งของทางเชลซี
เส้นทางของ เทอร์รี่ กับแมนฯยูไนเต็ดก็ขนานกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่มีโอกาสมาตัดกันได้เลย
หาก เทอร์รี่ ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดจริง บางทีอาจจะช่วยผลักดันให้ เฟอร์กี้ ยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่แล้วก็ได้
เครดิต ดร.พิวชิวๆ : โดย..ดร.พิว















