ตอน : ความเหมือนในความแตกต่าง
วูซินิซ ต้องกลับออกจาก โอล์ดแทร็ฟฟอร์ด ทั้งน้ำตา(อีกแล้ว)
หลังจากที่ได้ 4 ทีมที่เข้าไปรอบชิงชนะเลิศของศึกฟุตบอล ยูเอฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก (ตามวิธีเรียกของบางที่ แต่เรียกยูฟ่า คุ้นปากกว่า) กันเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนยุโรปแล้ว ก็ได้ทีมที่เข้ารอบรองชนะเลิศหน้าเดิมๆ อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด , เชลซี และ ลิเวอร์พูล ซึ่งทีมเดียวที่ไม่ได้มาจากประเทศอังกฤษ ในรอบนี้ก็คือ บาร์เซโลน่า ทีมที่สเปน ส่งเข้าประกวดเพียงทีมเดียว ซึ่งตรงกับสถานการณ์ของปีที่แล้วตรงที่ว่า มี 3 ทีมจากอังกฤษ ได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ นับว่าเป็นความสำเร็จยิ่งยวดของวงการฟุตบอลอังกฤษ และอาจจะได้ชื่อว่า เป็นลีกที่ดีที่สุดในโลกก็ได้
หรือเปล่านะ? หรืออาจจะเป็นเพียงแค่เฉพาะทีมบิ๊กโฟร์เท่านั้น เพราะศึกสโมสรฟุตบอลยุโรปถ้วยเล็ก กลับไม่มีทีมจากอังกฤษ หลงเหลือรอดแม้แต่รายเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่า มาตรฐานของทีมอังกฤษ ในการแข่งขันฟุตบอลรายการยุโรปนั้น ยังห่างชั้นจากทีมบิ๊กโฟร์เป็นอย่างมาก เวทีฟุตบอลยุโรปนี้ อาจจะเปรียบเสมือนพื้นที่ไว้สำหรับให้เฉพาะทีมบิ๊กโฟร์จากอังกฤษ ฉายแววมยุราออกมาเพียงแค่นั้นเอง
"ผีกาก้า" และ เอซี มิลาน เตรียมตัวที่จะไปวาดลวดลายในฟุตบอล ยูฟ่าคัพ ปีหน้า เหมือน บาเยิร์น มิวนิค
เมื่อปีที่แล้ว ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกบคู่เจอกับ เอซี มิลาน ที่อยู่ในช่วงฟอร์มบู่ขณะนั้น แต่ฟอร์มของ ริคาร์โด้ กาก้า ยังเป็นที่พึ่งพาแก่ทีมได้ จนสร้างความปั่นป่วนด้านสกอร์ แพ้จากนัดแรกแค่ 3-2 และเปิดรัง ซาน ซีโร่ ถล่ม ยูไนเต็ดไม่เลี้ยงไปถึง 3-0 จนกลายเป็นที่มาของ "ผีกาก้า" ดังเป็นพลุแตกทั่วประเทศ ขณะที่ปีนี้ เจอกับบาร์เซโลน่า ซึ่งอยู่ในช่วงฟอร์มบู่เช่นเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะประมาท ทีมหัวเดียวกระเทียมลีบ จากสเปน นี้ไม่ได้แน่นอน เพราะบทเรียนราคาแพงจาก รอสโซเนรี่ นั้น ยังตาตรึงใจ อยู่ตลอดเวลา
ยังโชคดีที่การเจอยอดทีมจากสเปนนั้น ต้องออกไปเยือน คัมป์ นูก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาเล่นในรัง โอล์ด แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง ซึ่งจะกำความได้เปรียบเป็นอย่างมาก ถ้าหากมี อะเวย์ โกล์ เกิดขึ้นแล้ว ความได้เปรียบจะเกิดขึ้นมาทันที แต่ถ้ายิงไม่ได้ แล้วแถมแพ้หรือเสมอ จากอะเวย์ โกล์ ก็จะกลายเป็น "อเวจี" ในพริบตา ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครอยากเกิดขึ้น ได้แต่หวังว่า คัมป์ นู สนามที่ทำให้เกิดประวัติศาสตร์ "3 แชมป์" จะไม่สิ้นมนต์ขลัง
สนาม คัมป์ นู จะเป็นสนามนำโชคมาให้กับ ยูไนเต็ด รวมถึงนัดที่จะเจอกับ บาร์เซโลน่าด้วย
ย้อนหลังกลับไปที่เกมกับโรม่า เสียหน่อย เพราะทีมรองจ่าฝูง กัลโช่ ซีเรีย อา ทีมนี้ มักจะมีดวงผูกกับ ยูไนเต็ด อยู่เสมอ เพราะในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ต้องเจอกันเอง ถึง 6 นัดด้วยกัน โดยแบ่งเป็น แพ้ 1-2 / ยำ 7-1 / ชนะ 1-0 / เสมอ 1-1 / ชนะ 2-0 และ ชนะ 1-0 ซึ่งถ้าตัดรอบคัดเลือกออกไปแล้ว ก็จะเหมือนกันตรงที่ ได้เจอในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเหมือนกัน และบทสรุป ลงเอย ที่ ยูไนเต็ดผ่านเข้ารอบไปอย่างสบาย แต่ก็น่าเสียดาย ที่ไม่สามารถเจาะตาข่าย ทีมหมาป่าจนพรุน ได้เหมือนปีที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะ สถานการณ์ที่ต่างกัน เพราะนัดที่ผ่านมา ได้เปรียบจาก อะเวย์ โกล์ เป็นอย่างมาก จึงทำให้เล่นกันได้อย่างสบาย แต่ปีที่แล้ว แพ้มาก่อน จึงทำให้ใส่เกียร์ 5 เต็มที่.....จนยิงระเบิดเถิดเทิง
ข้ามฟากมาดูที่อีกฝั่งด้าน ลิเวอร์พูล กับ เชลซี ที่จะพบกันเองนี้ ทีมสิงห์ บลูส์ คงไม่อยากที่จะเจอกับ ลิเวอร์พูล ในรอบตัดเชือกเท่าไหร่นัก เนื่องจากแพ้ทางกันอยู่มหาศาล เนื่องจากว่า ทีมเชลซี สมัย จอมพล โฆเซ่ มูรินโญ่ ผู้เลี้ยงสุนัขไว้ในปาก 1 ฝูง นั้นได้เจอกับ ทีม ลิเวอร์พูล ของทีมงาน น้าหนวด โรเตชั่น ถึงสองครั้งสองคราว และเป็นฝ่ายยอดทีมจากสเปน(?)หลุดเข้าไปในรอบชิงชนะเลิศได้ ยิ่งเป็นกุนซือคางคกขึ้นวอ อย่าง อัฟราม แกรนท์ ด้วยแล้ว ลิเวอร์พูล คงจะไม่พลาดที่จะเข้าไปในรอบชิงชนะเลิศปีนี้อีกแน่นอน
อัลมูเนีย แทบไม่อยากเชื่อ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนท้ายเกมนี้เลย
ลิเวอร์พูล ปีนี้มีอาวุธลับชิ้นใหม่ที่น่ากลัว อย่าง เฟอร์นันโด ตอร์เรส อดีตกัปตันทีม ยอดดาวยิงจาก แอตแลนติโก มาดริด มาเสริมคมในแนวรุก แต่ผลงานโดยรวมของทีมจัดว่ายังอยู่ในมาตรฐานเดิมด้วยซ้ำ ก็คือ "บอลลีกไม่สน สนแต่บอลยุโรป" เลยทำให้ "เอล นินโญ่" ออกอาการเซ็ง เพราะต้องทำหน้าที่เพียงได้แค่ลุ้นที่ 4 ในลีกกับทีมเท่านั้น ซึ่งการลุ้นที่ 4 เพื่อชิงตั๋วใบสุดท้ายไปแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกนี้ เปรียบเสมือนเป็นวัฒนธรรมประเพณี ที่ต้องสืบทอดกันไปอีกยาวนานเท่านาน
กัปตันแกรี่ เตรียมกลับลงมาฟาดแข้งเต็มตัว หลังหายหน้าหายตาไปร่วมปี
กลับมาที่ยูไนเต็ดกันบ้าง ในช่วงนี้ ผู้เล่นในทีม อาจจะมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บรุมเร้าหลายคน จนต้องใช้ผู้เล่นหมุนเวียนแทนกันไป โดยเฉพาะกองหลัง ซึ่งคู่หู เซ็นเตอร์ ฮาล์ฟ อย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันย่า วิดิช ต่างก็มีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่ก็เป็นข่าวดี ที่ มิก้า ซิสแวสต์ และกัปตัน แกรี่ สามารถกลับมาลงเล่นได้ตามปกติแล้ว และเคราร์ด ปีเก้ ก็ยังทำผลงานไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย จึงไม่น่าเป็นปัญหาในการลุ้นแชมป์สองถ้วยที่เหลืออีกด้วย โดยเฉพาะ พรีเมียร์ลีก
การเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมจากลอนดอน ในสุดสัปดาห์นี้ หลายฝ่ายอาจจะมองว่าเป็นแมตช์ที่ลำบากน่าดูชม แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว คงจะไม่ยากเย็นเท่าไหร่นั้น เนื่องจากว่า พลพรรคปืนใหญ่ อาร์เซน่อล นั้นกำลังอยู่ในช่วง Shock Domino Effect ซึ่งเป็นไปตามที่กระผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์เก่าๆ ไว้ว่า การสะดุดของอาร์เซน่อลนั้น จะส่งผลระยะยาวถึงการชวดแชมป์ และยิ่งล่าสุด เจอจุดโทษปริศนา กระชากหัวใจ เดอะ กันเนอร์ส เข้าไปอีกแล้ว
คงจะไม่มีแรงใจเหลือพอที่จะสู้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ ทุกประการ
ManSmith









</center>





