เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
1957 : ร่วมทีมควีนส์ปาร์ค ในฐานะนักเตะสมัครเล่นและเป็นลูกจ้างฝึกหัด ในโรงงานที่กลาสโกว์
1960 : ร่วมทีมเซนต์ จอห์นสโตน
1964 : ย้ายไปเล่นให้ทีมดันเฟิร์มลิน
1967: ย้ายไปเล่นให้ทีมเรนเจอร์ส ด้วยค่าตัว 65,000 ปอนด์
1969 : ถูกเลหลังให้ฟัลเคิร์ก ด้วยค่าตัว 20,000 ปอนด์
1974 : เป็นผู้จัดการทีมอีสต์ สเตอร์ริ่ง ในเดือนกันยายน
1977 : ย้ายไปคุมทีมเซนต์ เมียร์เรน แต่อีกหนึ่งปีถูกปลดออกจากตำแหน่งไปรับช่วงเป็นผู้จัดการทีมอเบอร์ดีนต่อจาก บิลลี่ แม็คนีลส์
1985 : คุมทีมสก็อตแลนด์ชั่วคราวไปแข่งฟุตบอลโลกปี 1986 ที่เม็กซิโก แทน จ๊อดสตีน แต่นำทีมตกรอบแรกในการแข่งขันรอบสุดท้าย
1986 : เดือนพฤศจิกายน ตัดสินใจรับงานผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ต่อจาก รอน แอ๊ตกินสัน จนถึงปัจจุบัน
มูรินโญ่
งานแรกของเขาในวงการฟุตบอลเริ่มขึ้นที่สปอร์ตติ้ง ลิสบอนยุคที่เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสันคุมทีมเมื่อปี1992เป็นล่ามแปลภาษาโปรตุเกส และในไม่ช้าก็เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และติดตามปู่บ็อบไปคุมทีมปอร์โต้ และมหาอำนาจลูกหนังอย่างบาร์เซโลน่าในปี1996 หลังจากปู่บ็อบออกจากคัมป์ นูไปคุมเพเอสเว แองโทเฟิน(พีเอสวีที่เราเรียกกันนั่นเอง)ในฮอลแลนด์ โชเซ่ก็ยังคังอยู่ที่ถิ่นอ่างยักษ์นี้ต่อไป โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมชาวดัทช์ที่เข้ามาแทนนั่นเอง ในระหว่างที่อยู่กับบาร์เซโลน่า ทีมได้แชมป์มากมายทั้งสแปนิช คิงส์ คัพ และ ซูเปอร์ คัพ รวมถึง คัพ วินเนอร์ส์ คัพด้วย การที่เขาได้ทำงานที่บาร์เซโลน่านั้นทำให้เขามีโอกาสในการศึกษาจากผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ถึง2คน โดยโชเซ่กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ ว่าผู้จัดการสองคนนี้แตกต่างกันมาก โดยปู่บ็อบแทบไม่สนใจแท็กติกเลย ปล่อยหน้าที่การวางแผนเป็นของมูรินโญ่ แต่จะคุมทีมซ้อมด้วยตนเองเพื่อแสดงให้ลูกทีมเห็นด้วยท่าทางที่ชัดเจน และจำลองเหตุการณ์ต่างๆในสนามด้วย และปู่บ็อบยังชอบเกมรุกอย่างมากอีกด้วย ขณะที่ฟาน กัลยกหน้าที่คุมทีมซ้อมให้กับมูรินโญ่ และตัวเขาเป็นผู้วางแผน ด้วยเหตุนี้ทำให้มูรินโญ่ได้เรียนรู้ทั้งสองด้าน(หนังสือพิมพ์สตาร์ ซอคเก้อร์ ฉบับวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2550 : 21-22)
2000 เบนฟิก้า
2001-2002 เลยเรีย
2002-2004 ปอร์โต้
2004-2007 เชลซี
ราฟาเอล เบนิเตซ เมาเดส
เข้าเป็นนักเตะของสโมสรรีล มาดริดในปี 1974 แต่ 7 ปีต่อมาก็ย้ายออกจากสโมสรนี้ไปเนื่องจากไม่สามารถแทรกตัวไปเป็นนักเตะในทีมชุดแรกได้ เบนิเตซตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม Parla ทีมในลีกา 3 และช่วยพาทีมขึ้นไปเล่นในลีกา 2 ได้สำเร็จ ก่อนจะย้ายทีมอีกครั้ง โดยคราวนี้ไปเล่นให้กับทีม Linares ทีมในลีกาเดียวกันกับ Parla แต่โชคร้าย หลังจากที่ใช้เวลาส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับการรักษาอาการบาดเจ็บ เบนิเตซก็ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 1986 และเริ่มเส้นทางการเป็นโค้ชด้วยการเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมสต๊าฟฟ์โค้ชของรีล มาดริด โดยเริ่มทำงานกับทีมชุดเยาวชน และนักเตะอายุไม่เกิน 19 ปีของรีล มาดริด ก่อนจะพาทีมเยาวชนอายุ 19 ปีของรีล มาดริด ได้อันดับที่ 7 ในการเล่นในลีกา 2 ของสเปนในปี 1994 ก่อนจะก้าวหน้าได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยของบิเซนเต้ เดล บอสเก้ ผู้จัดการทีมชุดใหญ่ของรีล มาดริด ในปีเดียวกันนั่นเอง
ในปี 1995 เบนิเตซตัดสินใจรับงานเป็นโค้ชให้กับทีมบายาโดลิด แต่ผลงานที่ทำกับบายาโดลิดนั้นไม่ดีเอาเสียเลย หลังจาก 23 เกมผ่านไป ทีมต้องตกไปอยู่อันดับสุดท้ายของตารางลา ลีกา เบนิเตซตัดสินใจลาออกและไม่รับงานอยู่ระยะหนึ่ง ในปี 1996 เบนิเตซตัดสินใจไปคุมทีมโอซาซูน่า ทีมในลีกา 2 และตัดสินใจลาออกหลังจากผ่านไป 9 นัด โอซาซูน่าเก็บชัยชนะได้เพียงนัดเดียวเท่านั้น
ในปีถัดมา เบนิเตซกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาประสบความสำเร็จในการพาทีมเอ็กเตรมาดูร่า จบฤดูกาลเป็นอันดับ 2 ในลีกา 2 ด้วยผลงานชนะ23 ครั้งในการเล่น 42 นัด ได้ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดของสเปนในปี 1999 อย่างไรก็ตามหลังสิ้นสุดฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดด้วยอันดับ 17 ทำให้ต้องไปเตะเพลย์ออฟลุ้นหนีตกชั้นกับทีมบียาร์รีล และก็แพ้ต้องตกไปเล่นในลีกา 2 อีกครั้ง
เบนิเตซตัดสินใจลาออกจากการคุมทีมเอ็กเตรมาดูร่า เพื่อไปศึกษาด้านการเป็นโค้ชที่ประเทศอิตาลีและอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นก็กลับมารับงานคุมทีมเตเนริเฟ่ จากลีกา 2 และพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ และในปี 2001 เบนิเตซสร้างความประหลาดใจให้กับแฟนๆ บาเลนเซียด้วยการถูกเลือกมาคุมทีมแทนเอคตอร์ คูเปร์ ยังความสงสัยและคำถามมากมายตามมาว่าทำไมบอร์ดบริหารของบาเลนเซียถึงตัดสินใจเลือกเบนิเตซมาคุมทีม แต่เบนิเตซก็ตอบข้อสงสัยและความกังขาทั้งหมดในฐานะกุนซือใหม่ถอดด้าม ด้วยการพาบาเลนเซียคว้าแชมป์ลา ลีกาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปีของทีม
ในปี 2004 เบนิเตซก็นำบาเลนเซียคว้าแชมป์ลา ลีกามาครองได้อีกครั้ง รวมไปถึงการคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ในปีเดียวกัน ด้วยการเอาชนะโอลิมปิก มาร์กเซย์ ยอดทีมจากฝรั่งเศสได้สำเร็จ และนั่นคือเกมสุดท้ายของเบนิเตซกับบาเลนเซีย ก่อนที่เบนิเตซจะลาออกจากบาเลนเซียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2004 โดยการแถลงข่าวในวันนั้น เบนิเตซได้กล่าวอำลาบาเลนเซียด้วยถ้อยคำกินใจว่า
นี่เป็นการตัดสินในครั้งที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม เพราะผมไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว ผมพยายามแล้วที่จะพูดคุยเรื่องสัญญาใหม่กับทีม แต่ราวกับว่าหลายสิ่งหลายอย่างระหว่างผมและสโมสรดูจะไม่ลงตัวเอาเสียเลย ทำให้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมต้องตัดสินใจใหม่เกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ผมและครอบครัวกำลังวิเคราะห์กันอยู่ว่าจะตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเราใน 2-3 วันข้างหน้านี้ โดยส่วนตัว ผมอยากจะขอบคุณทุกคน ทั้งนักเตะ สต๊าฟท์และลูกจ้างทุกคนของที่นี่ รวมไปถึงสื่อมวลชน และทีพิเศษสุดคือแฟนบอลบาเลนเซียสำหรับการสนับสนุนที่ดีตลอดมาของพวกเขา
เบนิเตซจบประโยคที่เขาพูดไว้แค่นั้นและออกจากห้องแถลงข่าวไปทั้งน้ำตานองหน้า โดยไม่สามารถจะกล่าวถ้อยคำอีก 2 บรรทัดที่เหลือได้ ซึ่งมีใจความว่า
ผมมีลูกสาว 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นแฟนบาเลนเซีย และบาเลนเซียจะยังอยู่ในความคิดและจิตใจของผมตลอดไป
หลังจากนั้นเบนิเตซก็เข้ามารับงานคุมทีมลิเวอร์พูลต่อจากเชราร์ อุลลิเยร์
อาร์แซน เวนเกอร์
ช่วงชีวิตของการเป็นนักฟุตบอล
การเล่นฟุตบอลอาชีพของเวนเกอร์นั้นไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าไรนัก และแทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อของเขาเลย ต่างกับผู้จัดการทีมหลายคนที่เคยเป็นนักฟุตบอลระดับโลกมาก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีม เขาเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งสมัครเล่นในตำแหน่งกองหลังของสโมสรสมัครเล่นหลายสโมสรด้วยกันเมื่อครั้งที่ยังศึกษาในระดับปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1971
เวนเกอร์กลายเป็นนักเตะอาชีพครั้งแรกในปี ค.ศ. 1978 ในทีมอาร์ซี สตราส์บูร์ก นัดที่เจอกับโมนาโก เขาได้ลงเล่นให้กับต้นสังกัดเพียง 12 ครั้ง โดยในจำนวนนี้มีหนึ่งนัดที่ได้เล่นฟุตบอลรายการยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1978-79 ซึ่งเป็นการลิ้มลองรสชาติครั้งแรกและครั้งเดียวของเขาในรายการฟุตบอลยุโรป
ต่อมา ในปี 1981 นั้น เขาได้ได้รับใบอนุญาตการเป็นผู้จัดการทีมและได้รับมอบหมายให้ทำงานในส่วนของโค้ชทีมเยาวชนของสโมสร
ยาวหน่อยนะ
ขอขอบคุณทุกๆเครดิตนะครับ





