Home Red Glory



บทเริ่มต้นของทีมชุดบัสบี้ เบบส์
6 กุมภาพันธ์ 2557 เปิดอ่าน 2,967 ครั้ง | rss



ความท้าทายเริ่มต้นขึ้น การเข้ามารับงานผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1945 ดูเหมือนจะเป็นงานหินราวกับเดินขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยเท้าเปล่าเลยทีเดียว

ช่วงยุค 1930 สโมสรตกชั้นจากลีกสูงสุดถึง 2 ครั้ง แถมยังเกือบล้มละลายอีกต่างหาก จากนั้นในปี 1941 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทางอากาศของนาซีก็ยิงถล่มโอลด์ แทรฟฟอร์ด ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเล่นเกมเหย้าที่เมน โร้ด ซึ่้งเป็นสนามของคู่ปรับอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้

จากนั้นเมื่อ แมตต์ บัสบี้ ตอบรับการเข้ามาทำงานเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1945 เขาก็มองเห็นความสวยงามท่ามกลางซากปรักหักพังเหล่านั้น และด้วยทัศวิสัยอันยอดเยี่ยม เขาก็มองเห็นโอกาสที่นกฟีนิกซ์ตัวนี้จะฟื้นคืนชีพกลับมาจากเถ้าถ่าน

ชายผู้เกิดที่เบลล์ชิลล์ท่ามกลางสังคมเหมืองถ่านหินที่ลานาร์คเชียร์ของสก็อตแลนด์ ทำให้บัสบี้ทราบดีถึงการสู้งานหนัก และการตั้งใจทำในสิ่งนั้นก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จ เขารู้จักแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และผู้คนที่นั่นดี โดยเคยเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาแล้วในปี 1934 พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ จากนั้นเมื่อเขาผันตัวมาอยู่ฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังไปโดยสิ้นเชิง

ลิเวอร์พูลต้องการตัวบัสบี้กลับไปเป็นนักเตะ-โค้ช ช่วงยุคหลังสงคราม แต่บัสบี้ต้องการเดินหน้าไปสู่อนาคต เขามองภาพของนักเตะอายุน้อยทั้งหลายเป็นกุญแจสำคัญ ไม่เพียงแค่ความสำเร็จกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น แต่รวมถึงอนาคตของเกมฟุตบอลโดยรวมเลยด้วย เขามองเห็นถึงสิ่งนี้จากผู้จัดการทีมคนก่อนหน้าเขาอย่าง วอลเตอร์ คริคเมอร์ ซึ่งยังทำงานให้กับสโมสรเป็นเลขาธิการ คริคเมอร์ช่วยให้มีการก่อตั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จูเนียร์ แอธเลติก คลับ (MUJACs) ขึ้นมาในปี 1938 และจากผลผลิตชุดนั้นก็ทำให้ยุคสมัยของบัสบี้เริ่มต้นขึ้น

บัสบี้ตั้งออฟฟิศอยู่ห่างออกไป 2 ป้ายรถเมล์จากโอลด์ แทรฟฟอร์ด "ในออฟฟิศเล็กๆ นั้น มันไม่ได้มีที่มากนักสำหรับความฝัน ไม่มีเวลามากนัก แต่ผมก็จะทำตามความฝันนั้น" บัสบี้รำลึกถึงช่วงเวลาดังกล่าว เขารีบแต่งตั้งผู้ช่วยของเขาทันที ซึ่งนั่นก็คือ จิมมี่ เมอร์ฟี่ อดีตเพื่อนร่วมกองทัพของเขา โดยเข้ามาดูแลทีมสำรองเพื่อเอาใจใส่นักเตะเยาวชนมากเป็นพิเศษ

ภายในเวลา 2 ปีในการทำทีมของบัสบี้ เขาก็พาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์แรกได้ในรอบเกือบ 40 ปี เป็นเอฟเอ คัพ ในปี 1948 ซึ่งเอาชนะแบล็คพูลที่มีนักเตะระดับตำนานของอังกฤษอย่าง สแตนลี่ย์ แมทธิวส์ อยู่ในทีมด้วย และหลังจากที่พลาดกันมาหลายปี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ผงาดคว้าแชมป์ลีกได้ในปี 1952 ซึ่งเป็นทีมชุดที่มีการดันเอานักเตะเยาวชน และนักเตะท้องถิ่นขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่กันหลายคน

โรเจอร์ เบิร์น ได้ลงเล่นบ่อยครั้งในตำแหน่งปีกของช่วงท้ายฤดูกาล 1951/52 จากนั้นก็เป็นฟูลแบ็คอย่าง แจ็คกี้ บลันช์ฟลาวเวอร์ ที่ลงเล่นเคียงข้างกับเบิร์นในฐานะนักเตะคนแรกๆ ที่ได้รับการขนานนามว่า "เบบส์" นอกจากนี้ มาร์ค โจนส์ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คก็ได้ลงเล่นบ้างในฤดูกาลที่ทีมคว้าแชมป์นั้นด้วย และคนถัดไปก็เป็น เอ็ดดี้ โคลแมน และ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส ที่ได้ประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุแค่ 17 ปีเท่านั้น

แต่ก็ไม่ใช่นักเตะทุกคนที่ชุดบัสบี้ เบบส์ ที่เป็นนักเตะท้องถิ่น ในเดือนมีนาคม 1953 บัสบี้ได้เซ็นสัญญากับกองหน้าตัวเป้าอย่าง ทอมมี่ เทย์เลอร์ เข้ามาจากบาร์นสลี่ย์ด้วยค่าตัว 29,999 ปอนด์ เขาเข้าขาเป็นอย่างดีกับคู่หูอย่าง เดนนิส ไวโอเล็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูกาล 1955/56 ที่จะต้องมีอย่างน้อยคนหนึ่งยิงได้ใน 21 เกม จากทั้งหมด 27 เกมที่ทั้งคู่ลงเล่นด้วยกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ได้ในวันเสาร์ที่ 7 เมษายน 1956 เป็นเกมที่พบกับแบล็คพูล สโมสรที่บัสบี้เอาชนะคว้าแชมป์แรกของเขาได้ (เอฟเอ คัพ 1948) อายุเฉลี่ยของทีมชุดนั้นคือแค่ 22 ปีเท่านั้นเอง "อันที่จริงพวกเขาก็ยังไม่ได้เติบโตกันอย่างเต็มที่นัก แต่ว่าพวกเขาไม่ได้แสดงมันออกมาให้เห็น" บัสบี้กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ความท้าทายหลังจากนั้นก็คือต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จจากฤดูกาล 1955/56 นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่บัสบี้ก็ไม่ได้พอใจเพียงแค่กับความสำเร็จในประเทศเท่านั้น เขาต้องการที่จะประกาศศักดาในยูโรเปี้ยน คัพ ด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงแข่งรายการนี้เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1956/57 แม้ในตอนแรกจะไม่ได้รับการเห็นชอบจากฟุตบอล ลีก ก็ตาม ในรอบแรกพวกเขาเอาชนะอันเดอร์เลชท์จากเบลเยียมด้วยสกอร์ถึง 10-0 ท่ามกลางแสงไฟสาดส่องที่สนามเมน โร้ด หลังจากที่ก่อนหน้านี้บุกไปเอาชนะมาแล้ว 2-0 นั่นยังคงเป็นสกอร์ชัยชนะสูงสุดของสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขายังเอาชนะโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และแอธเลติก บิลเบา ได้ด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ซึ่งก็เป็นทีมยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด ที่เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 5-3

ขณะที่การแข่งขันในประเทศ ทีมปีศาจแดงก็ยังคงร้อนแรงด้วยพลังของนักเตะหนุ่มอย่าง บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ลงมายิง 2 ประตูในเกมประเดิมสนามของเขาที่พบกับชาร์ลตัน แอธเลติก จากนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ครั้งที่ 5 ติดต่อกันได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของนักเตะเยาวชนยังคงดำเนินต่อไป

ทีมยังสามารถรักษาแชมป์ลีกเอาไว้ได้ เทย์เลอร์กับไวโอเล็ตยังคงประสานงานกันได้ดี แต่ดาวซัลโวของทีมกลับเป็นนักเตะชาวไอริชอย่าง เลียม วีแลน ที่ยิงได้ 26 ประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีทีมชุดที่ยากจะต้านทาน แต่ก็เป็นแอสตัน วิลล่า ที่สามารถหยุดยั้งพวกเขาจากการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ด้วยชัยชนะ 2-1 ที่เวมบลีย์ ผู้ทำประตูให้กับทีมสิงห์ผยองก็คือ ปีเตอร์ แม็คพาร์แลนด์ ซึ่งในเกมนั้นเขาได้ปะทะกับ เรย์ วู้ด ผู้รักษาประตูของทีมปีศาจแดงจนโหนกแก้มแตกด้วย

แม้จะต้องพบกับความผิดหวัง แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ยังกลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้อีก ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ตั้งเป้าหมายคว้าแชมป์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน รวมถึงมองหาความสำเร็จในเวทียุโรปด้วย บัสบี้เสริมแกร่งให้กับทีมของเขาด้วยการเซ็นสัญญากับ แฮร์รี่ เกร็กก์ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกในตอนนั้นสำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตู

ฤดูกาลนั้นทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่นเหมือนกับ 2 ฤดูกาลก่อนหน้า ทีมปีศาจแดงทำผลงานได้ดีทั้งในประเทศ และถ้วยยุโรป แต่ความราบรื่นที่ว่าก็มาสิ้นสุดอยู่ถึงแค่เกมบุกเอาชนะอาร์เซนอลที่ไฮบิวรี่แบบสุดตื่นเต้นด้วยสกอร์ 5-4 เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นก็เป็นเกมยูโรเปี้ยน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ เลก 2 ที่บุกไปเยือนเร้ด สตาร์ เบลเกรด...

SiR KeaNo
RED ARMY FANCLUB


เกี่ยวกับสโมสร
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : ยุคสมัยใหม่
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : สนามเหย้า
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : พ่อมดชาวเวลส์
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : สวรรค์ชั้นเจ็ด
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : สามประสาน
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : ยอดผู้จัดการทีม
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : สุดยอดไม่เสื่อมคลาย
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : ขุนพลชุดใหม่สู่เกียรติยศ
หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : ดินแดนที่เหมือนฝัน
อ่านทั้งหมด


โปรแกรมแข่งขัน
v
สนาม จอห์น สมิธ สเตเดี้ยม, อังกฤษ
รายการ พรีเมียร์ ลีก
วันที่ 21 ตุลาคม 2560 เวลา 21.00 น.
Live beIN SPORTS 1
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 8 22
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 8 20
ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 8 17
วัตฟอร์ด 8 15
เชลซี 8 13
อาร์เซนอล 8 13
เบิร์นลี่ย์ 8 13
ลิเวอร์พูล 8 13
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 8 11

Home © RED ARMY FANCLUB
Official Manchester United Supporters Club of Thailand
#ThaiMUSC